MBA

We constantly research and disseminate knowledge to prepare graduate students to be leaders at the community, national and international levels.

Facebook is a social utility that connects people with friends and others who work, study and live around them. People use Facebook to keep up with friends

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

องค์ประกอบของแนวความคิดหลักทางการตลาด

ความจาเป็น ความต้องการ และความต้องการซื้อ
1.1 ความจำเป็น (Needs) เป็นอานาจพื้นฐานที่กระตุ๎นให๎บุคคลเกิดความต๎องการในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อมาตอบสนองในสิ่งที่ขาดหายไป แบํงเป็น 3 ประเภท
1.1.1 ความต๎องการทางรำงกาย (Physical needs) เชํน ปัจจัย 4 ได๎แกํ อาหาร ที่อยูํอาศัย เสื้อผ๎า ยารักษาโรค รวมทั้งความอบอุํน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
1.1.2 ความต๎องการทางสังคม (Social needs) เชํน การยอมรับ ความรักจากคนรอบข๎าง
1.1.3 ความต๎องการสํวนบุคคล (Individual needs) ซึ่งแตกตำงกัน เชํน ความต๎องการศึกษาหาความรู๎ การแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง
1.2 ความต้องการ (Wants) เป็นสิ่งที่สามารถตอบสนองความจาเป็นได๎ ซึ่งความต๎องการของคนแตํละคนจะแตกตำงกันออกไปขึ้นอยูํกับวัฒนธรรม สังคม และบุคลิกภาพสํวนบุคคล
1.3 ความต้องการซื้อ (Demands) เป็นความต๎องการในรูปของอานาจในการซื้อ เนื่องจากมนุษย์มีความต๎องการไมํจากัด แตํมีเงินจากัด เพราะฉะนั้นจึงต๎องเลือกซื้อเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีคุณคำ และสามารถตอบสนอง

2. ผลิตภัณฑ์ (Products) เป็นสิ่งที่ผู๎ผลิตหรือนักการตลาดนาเสนอแกํตลาดเพื่อให๎ผู๎บริโภคเกิดความสนใจ (attention) การซื้อ (acquisition) การใช๎ (use) หรือการบริโภค (consumption) โดยผลิตภัณฑ์นั้นต๎องสามารถตอบสนองความจาเป็นและความต๎องการของผู๎บริโภค แบํงเป็น 10 ประเภท ดังนี้
2.1 สินค๎า (Goods) เชํน สินค๎าอุปโภคบริโภคตำงๆ สินค๎าที่ผลิตจากโรงงาน เป็นต๎น
2.2 บริการ (Services) เชํน กิจกรรมเกี่ยวกับการเดินทาง ที่พัก สุขภาพ ร๎านค๎า ร๎านอาหาร หรือสิ่งบันเทิงที่อานวยความสะดวกในการใช๎ชีวิตประจาวัน
2.3 ประสบการณ์ (Experiences) เชํน การดูละครหรือคอนเสิร์ตตำงๆ การทํองเที่ยว
2.4 เหตุการณ์ (Events) เชํน การแขํงขันโอลิมปิค การจัดนิทรรศการ งานฉลองตำงๆ
2.5 บุคคล (Persons) เชํน ดารา นักร๎อง นักกฎหมาย นักการเงิน นักดนตรี หรือที่ปรึกษาตำงๆ
2.6 สถานที่ (Places) เชํน สถานที่ทํองเที่ยว สถานที่ตากอากาศ นิคมอุตสาหกรรม พิพิธภัณฑ์
2.7 ทรัพย์สิน (Properties) เชํน หุ๎น หุ๎นกู๎ สิทธิบัตร
2.8 องค์กร (Organizations) เชํน ภาพลักษณ์และชื่อเสียงขององค์กร หรือการเข๎ารํวมในชมรม/หนํวยงาน/องค์กรตำงๆ
2.9 ข๎อมูลขำวสาร (Information) เชํน สารานุกรมทางการตลาด นิตยสารที่ให๎ข๎อมูลทางด๎านตำงๆ สถานีวิทยุที่ให๎ข๎อมูลทางด๎านการพยากรณ์อากาศหรือการจราจร องค์กรวิจัย หรือ ที่ปรึกษาที่ให๎บริการทางด๎านการขำวสารตำงๆ
2.10 แนวความคิด (Ideas) ข๎อเสนอตำง ๆทางการตลาดจะต๎องมีการรวมเอาแนวความคิดเข๎าไปด๎วย เป็นความคิด

แนวความคิดหลักทางการตลาด ((Core markettiing conceptts)

การตลาดเป็นการตอบสนองความจาเป็นและความต๎องการ ตลอดจนความต๎องการซื้อของผู๎บริโภค เมื่อผู๎บริโภคได๎รับผลิตภัณฑ์แล๎ว สิ่งนั้นยํอมมีคุณคำและสร๎างความพึงพอใจให๎กับผู๎บริโภคเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ โดยใช๎กระบวนการแลกเปลี่ยน ซื้อขายผลิตภัณฑ์นั้น โดยมีการสร๎างสัมพันธ์ทางการตลาดอยำงเป็นระบบ ซึ่งจะกํอให๎เกิดทรัพย์สินที่มีคำยิ่งแกํองค์กร และมีลักษณะเป็นวัฏจักรหมุนวนไปเรื่อยๆไมํมีที่สิ้นสุด ซึ่งนักการตลาดต๎องมีความชานาญในการศึกษาวิเคราะห์ เพื่อหาสิ่งที่มีคุณคำมาสนองความต๎องการของผู๎บริโภค จึงเกิดกระบวนการของแนวความคิดหลักทางการตลาดขึ้น

คุณค่าในสายตาของลูกค้า ความพึงพอใจของลูกค้า และคุณภาพ
1 คุณค่าในสายตาของลูกค้า (Customer value) ผลิตภัณฑ์ที่นักการตลาดเสนอขายจะต๎องมีคุณคำในสายตาของลูกค๎า (Customer value) ซึ่งหมายถึงความแตกตำงระหวำงคุณคำที่ลูกค๎า
ได๎รับจากการเป็นเจ๎าของหรือใช๎ผลิตภัณฑ์ เปรียบเทียบกับต๎นทุนในการได๎มาซึ่งผลิตภัณฑ์นั้นๆ
2 ความพึงพอใจของลูกค้า (Customer satisfaction) ผลิตภัณฑ์ที่นักการตลาดเสนอขาย นอกจากจะต๎องมีคุณคำในสายตาของลูกค๎าแล๎ว ยังจะต๎องทาให๎ลูกค๎าเกิดความพึงพอใจ (Customer satisfaction) ซึ่งเกิดจากคุณคำที่ลูกค๎าได๎รับนั้นตรงหรือสูงกวำคุณคำที่ได๎คาดหวังไว๎
3 คุณภาพ (Quality) การที่ลูกค๎าจะประเมินวำผลิตภัณฑ์มีคุณภาพหรือไมํนั้น จะประเมินจากการที่ผลิตภัณฑ์สามารถสร๎างความพึงพอใจแกํลูกค๎าได๎เพียงใด

การสร้างความสัมพันธ์ทางการตลาด (Relationships marketing) การทาการตลาดในปัจจุบันจะต๎องมุํงเน๎นไปที่การสร๎างสัมพันธภาพทางการตลาด ซึ่งหมายถึงกระบวนการสร๎าง รักษา และการเพิ่มสัมพันธภาพกับลูกค๎า และผู๎มีสํวนได๎สํวนเสีย เชํน พนักงานผู๎ป้อนปัจจัยการผลิต ผู๎กระจายสินค๎า ผู๎ค๎าปลีก ธนาคาร รัฐบาล ชุมชน เป็นต๎น

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วงจรผลิตผล (Productivity Cycle)

  การเพิ่มผลผลิตจะเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นวงจร (Cycle) ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการของวงจรผลิตภาพหรือวงจรการเพิ่มผลผลิต เป็นขั้นตอนดังนี้

          1.      การวัดผลงาน (Measurement)
          2.      การประเมินผลงาน (Evaluation)
          3.      การวางแผน (Planning)
          4.      การปรับปรุงเพื่อเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement)

 ต้นทุนและความสูญเสีย
     องค์การที่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินงานผู้บริหารมักคำนึงถึงกำไร (Profits) เป็นเป้าหมายสูงสุดซึ้งการจะได้กำไรมากน้อยขึ้นอยู่กับราคาขายหรือมูลค่า สินค้าต้องสูงกว่าต้นทุนการผลิต จากสมการ
                      กำไร  =   ราคาขาย - ต้นทุน

1 ต้นทุน  (Cost)  หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปสำหรับทรัพยากรทางการผลิตเพื่อให้เกิดผลิตผล

ต้นทุนการผลิตที่เป็นค่าใช้จ่ายแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
1.      ค่าวัสดุ (Material Cost)
2.      ค่าแรงงาน  (Labor  Cost)
3.      ค่าโสหุ้ย  (Overhead  Cost)

ค่าโสหุ้ย จะประกอบด้วยค่าใช้จ่ายต่างๆ
-  ค่าวัสดุทางอ้อม เช่น ค่าวัสดุเครื่องใช้สำนักงาน ค่าทำความสะอาด ค่าบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น
-  ค่าแรงงานทางอ้อม เช่น ค่ายามรักษาความปลอดภัย ค่าพนักงานทำความสะอาด พนักงานรับโทรศัพท์ เป็นต้น
-  ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ
-  ค่าใช้สอยอื่นๆ
-  ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรและทรัพย์สินอื่น ๆ
-  ค่าใช้จ่ายสวัสดิการ เช่น โบนัส ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ
-  ค่าขนส่ง เป็นต้น

2  ความสูญเสีย (Lost) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปแล้วไม่เกิดผลผลิต บางองค์การอาจใช้คำว่า ความสูญเปล่า (Waste)ในความเป็นจริง  ความสูญเสียหรือความสูญเปล่าก็คือต้นทุนแต่เป็นต้นทุนที่ไม่ก่อผลประโยชน์

ปัญหาของการเพิ่มผลผลิต  ซึ้งทำให้ผลผลิตตกต่ำลงและอาจมีสาเหตุหลายประการซึ้งทำให้เกิดความสูญเสีย   ได้แก่

2.1.      ความสูญเสียในส่วนวัสดุ    เช่น
          -  มากเกินไป สั่งซื้อมามาก ทำให้หมดเงินลงทุน และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ
          -  สูญหาย การวางผิดที่ หยิบใช้โดยไม่ต้องบอก ฯลฯ
          -  ไว้ผิดประเภท จัดซื้อไม่ถูกขนาดหรือ Spec เสียค่าใช้จ่ายมาก ฯลฯ

2.2.      ความสูญเสียในส่วนเครื่องจักร
          -  เก่าชำรุด
          -  สกปรก ขาดการดูแลรักษา
          -  ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ฯลฯ

2.3.      ความสูญเสียในส่วนแรงงาน
          -  ขาดระเบียบวินัย
          -  ขาดการฝึกอบรม
          -  มีทัศนคติที่ไม่ดีในการทำงาน ฯลฯ

2.4.      ความสูญเสียในส่วนกระบวนการผลิตหรือวิชาการทำงาน
          -  ขาดเทคโนโลยี
          -  ไม่มีการพัฒนาควบคุมคุณภาพ ฯลฯ

Custom Search

Popular Posts