MBA

We constantly research and disseminate knowledge to prepare graduate students to be leaders at the community, national and international levels.

Facebook is a social utility that connects people with friends and others who work, study and live around them. People use Facebook to keep up with friends

Custom Search

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552

Introduction

การลงทุน ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างยาว มีระดับของความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำกว่าการเก็งกำไร เป็นการเสียสละเงินใน
ปัจจุบันเพื่อที่จะให้ได้เงินในอนาคตที่มากกว่า แต่ต้องเสียเวลาให้ผลของการลงทุนสัมฤทธิ์ผล เกี่ยวข้องกับ เวลาและความเสี่ยง
(Involve time & risk)
การเก็งกำไรใช้ระยะเวลาสั้น ประมาณ 1 – 2 อาทิตย์ เป็นการใช้ประโยชน์จากการคาดคะเน การเปลี่ยนแปลงใน
สินทรัพย์ อาจเป็นการเก็งกำไรในหุ้น ในวัสดุต่าง ๆ การเก็งกำไรมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุน ผลตอบแทนสูงกว่า
Defining on Investment คนที่ลงทุนได้จ่ายเงินออกไปแล้วรอเวลาให้สัมฤทธิ์ผลในอนาคต เกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องคือ
1. ระยะเวลาที่จะต้องรอ
2. เงินเฟ้อ ถ้าเกิดเงินเฟ้อจะต้องมีการบวกอัตราเงินเฟ้อเข้าไป
3. ความไม่แน่นอนของการที่จะได้รับการคืนทุนในอนาคต
Capital Gain กำไรส่วนทุน เช่น ขาย 80 ซื้อ 50 กำไร 30 เราเรียกกำไรนี้ว่า Capital Gain มักใช้กับ
Financial Asset คือเป็นการได้กำไรจากตราสาร ถ้าเป็นการประกอบธุรกิจธรรมดาจะเรียกว่า Profit
ในการลงทุนผู้ลงทุนจะต้องคาดหวังผลตอบแทนที่ได้ว่าจะได้เท่าไร จะต้องกำหนด Required Rate of Return
เงินลงทุนในหุ้นของบริษัท A คาดหวังว่าจะได้ Return 12% โดย Return ของตลาดอาจอยู่ที่ 10% แต่เนื่องจากบริษัท
A มีระดับความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนทั่วไป เพราะฉะนั้นเราอาจจะวัดได้ด้วยค่า beta (ดัชนีที่จะวัดค่าความเสี่ยงของตลาด)
การลงทุนแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. Real Investment เป็นการลงทุนในสินทรัพย์โดยทั่ว ๆ ไป เช่น ลงทุนในที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ เครื่องประดับ
แสตมป์
2. Financial Investment เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน ลงทุนในหลักทรัพย์ (ตราสารทางการเงิน)
การลงทุนในหลักทรัพย์หลาย ๆ อย่าง เรียกว่า เป็น Portfolio หมายถึงหลักทรัพย์ที่อยู่ในครอบครองของเรา อาจมี
ตั้งแต่ 2 หลักทรัพย์ขึ้นไป อาจมีการเพิ่มหรือลด ในช่วงที่เราถือครองอยู่ก็ได้ ในการลงทุนในหลักทรัพย์ต้องพิจารณาว่ามีระดับของ
ความเสี่ยงสอดคล้องกับ ผลตอบแทนหรือไม่สอดคล้อง จะต้อง Adjust ให้เหมาะสม
- Primary Market เป็นตลาดสำหรับหลักทรัพย์ที่ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก เป็นแหล่งระดมเงินทุน ทำให้เกิด
รายได้ ทำให้เศรษฐกิจเติบโต ประเทศต่าง ๆ จึงได้เน้นให้มีตลาดหลักทรัพย์เพื่อที่จะทำให้มีการพัฒนาตลาดทุน
ประเทศก็จะมั่งคั่ง
- Secondary Market เป็นตลาดที่มาสนับสนุนตลาดแรกให้มีการหมุนเวียนให้หลักทรัพย์ที่มีอยู่ในตลาดให้มี
สภาพคล่อง คือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้สะดวกรวดเร็ว เพื่อให้ผู้ซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกมีความเชื่อมั่นว่าสามารถ
เปลี่ยนรูปเป็นเงินได้เร็ว ตัดสินใจซื้อในตลาดได้ง่ายขึ้น
1. The Investment Environment (สภาพแวดล้อมในการลงทุน)
• Securities (หลักทรัพย์) คนที่ถือหลักทรัพย์จะมีสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับผลตอบแทนในอนาคต โดยอาจมี
เงื่อนไขหรือความเสี่ยงแต่ก็ยอมที่จะเสี่ยง ขึ้นอยู่กับว่าเป็นหลักทรัพย์ประเภทอะไร มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท
ผู้ออก พวกหุ้นกู้พันธบัตร หรือมีฐานะเป็นเจ้าของกิจการ พวกหุ้นปุริมสิทธิ์ หุ้นสามัญ
• Holding Period Return (ผลตอบแทนจากการลงทุน) วัดได้จากสมการ
= มูลค่าของหลักทรัพย์เมื่อสิ้นสุดการลงทุน - มูลค่าของหลักทรัพย์เมื่อเริ่มต้นลงทุน
มูลค่าของหลักทรัพย์เมื่อเริ่มต้นลงทุน
การวัด Return เพื่อให้ทราบคุณค่าหรือไม่กับการลงทุน และไปเปรียบเทียบกับการลงทุนในลักษณะอื่นว่าจะได้
ผลตอบแทนอย่างไร
1.1. Treasury Bills เป็นการลงทุนในตั๋วเงินคลัง เป็นหลักทรัพย์ของรัฐบาล เป็นหลักทรัพย์ของรัฐบาล ให้
คนที่สนใจประมูล ปกติจะเป็นสถาบันการเงิน ไม่มีดอกเบี้ย คนที่ประมูลได้ราคาสูงสุดจะได้ไป วัดผลตอบแทนเป็น
ผลต่าง ไถ่ถอนประมูลได้
1.2. Long Term Bonds มักมีเวลาค่อนข้างนานเป็นหลักทรัพย์ที่มีรายได้คงที่ มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่
แน่นอน
หุ้นกู้ (Debenture Bonds) มีลักษณะแตกต่างจาก Bond ทั่วไปคือ
- Bond ทั่วไป หลักทรัพย์ที่ค้ำประกันไม่มีเฉพาะเจาะจงเหมือน Bond ซึ่งมีที่ดิน อาคาร จำนอง เป็นประกันของการ
ออก Bond เมื่อเวลาบริษัทที่ออก Bond ไม่สามารถชำระเงินต้นหรือออกเบี้ย คนถือก็จะสามารถฟ้องบังคับคดีได้ ซึ่งเมื่อชนะ
คดีแล้วก็จะมีปุริมสิทธิ์เหนือเจ้าหนี้คนอื่น ๆ เมื่อล้มละลาย เจ้าหนี้ที่มีปุริมสิทธิ์ก็จะได้รับการคืนทุนก่อนเจ้าหนี้ทั่วไป
- Debenture Bonds (หุ้นกู้) จะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในการออกหุ้นกู้ จะใช้ทรัพย์สินทั่วๆ ไป มาค้ำประกัน
เพราะฉะนั้น ปุริมสิทธิ์เหนือเจ้าหนี้อื่น ๆ จึงไม่มี บริษัทที่ออก Debenture ได้จะต้องมีฐานะการเงินดีกว่าบริษัทที่ออก Bond
ประเด็นสำคัญของ Bond มีดังนี้ คือ
1. จะต้องมีราคา Par คือราคาตามมูลค่า
2. จะต้องมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ว่าจะชำระกันอย่างไร เช่น 6% ต่อปี, 10% ต่อปี จ่ายทุก ๆ 6 เดือน ฯลฯ
3. กำหนดอายุวันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date)
สิ่งที่ชี้ชัดว่าเป็นหุ้นกู้หรือพันธบัตรก็คือ ดอกเบี้ย
1.3. Common Stocks หุ้นสามัญ มีฐานะเป็นเจ้าของกิจการอย่างแท้จริง จะต้องเสี่ยงต่อการได้กำไรหรือขาดทุน
ในการดำเนินธุรกิจ หุ้นสามัญจะได้รับผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน เวลาคำนวณผลตอบแทนจะต้องคำนวณจากราคา Par เสมอ
ผู้ถือหุ้นสามัญจะได้รับผลตอบแทนในรูปเงินปันผล ในรูปของ Capital Gain และอาจจะได้รับผลตอบแทนที่ไม่ได้
เป็นตัวเงิน แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์หรือสิทธิพิเศษอื่น ๆ เช่น อาจได้เป็นกรรมการ
2. ความเสี่ยง คือความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ที่เราไม่พึงปรารถนา
Unfavorable Outcome คือความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ที่เราไม่พึงประสงค์ ในการลดความเสี่ยง (Diversify
Risk) ความเสี่ยงที่เราสามารถจะลดได้ โดยการกระจายการลงทุนนั้นจะเป็นความเสี่ยงประเภท
- Unsystematic Risks เป็นความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ เกิดขึ้นเฉพาะตัวของหลักทรัพย์นั้น เช่น ไฟไหม้ ระเบิด
น้ำท่วม เช่น บริษัทขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลจะมีความเสี่ยงเรื่องดินฟ้าอากาศ
- Systematic Risks เป็นความเสี่ยงที่เป็นระบบ เช่น ภาวะเงินเฟ้อ ภาวะสงคราม การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
อย่างรวดเร็ว การจราจล
3. Security Market ตลาดหลักทรัพย์เป็นตลาดของการลงทุนในระยะยาวแบ่งได้ 2 อย่าง คือ
1. แบ่งตามการขาย
- Primary Market คือการขายหลักทรัพย์ในครั้งแรก
- Secondary Market คือการขายในครั้งต่อ ๆ ไป
2. แบ่งตามระยะเวลา สามารถแบ่งได้เป็น 2 อย่าง คือ
- Money Market (ตลาดเงิน) ใช้เวลาไม่ถึงปี เช่น การกู้ยืมระยะสั้น ฯลฯ
- Capital Market (ตลาดทุน) ใช้เวลามากกว่า 1 ปี เช่น การลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นปุริมสิทธิ์ ฯลฯ

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

การวิเคราะห์การลงทุน

ขั้นตอนการวิเคราะห์การลงทุน
การกำหนดโครงการการลงทุนต่าง ๆ ลำดับแรกจะต้องกำหนดโครงการลงทุนต่าง ๆขึ้นก่อน ซึ่งโครงการที่กำหนดจะต้องมีความเป็นไปได้ทางการเงินและอยู่ในวงเงินทุนที่กิจการมีอยู่
ประเมินค่าโครงการการลงทุน เป็นการนำโครงการลงทุนต่าง ๆ ที่กิจการจะทำการลงทุนมาประเมินค่าการลงทุนแต่ละโครงการหลังจากนั้นทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนที่จะได้รับจากโครงการ
จัดทำงบประมาณการลงทุน งบประมาณการลงทุนจะแสดงเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่ต้องการ จำนวนเงินลงทุน จำนวนเงินที่จะจ่ายชำระ และกำหนดเวลาชำระ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้กิจการสามารถเตรียมเงินสดเพียงพอสำหรับโครงการ
ดำเนินงานตามโครงการที่เลือก เมื่อเลือกแล้วจะนำโครงการไปปฏิบัติเพื่อให้ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหมายเอาไว้
การติดตามผลของโครงการ เมื่อนำโครงการลงทุนไปปฏิบัติแล้วฝ่ายบริหารต้องตรวจสอบการดำเนินงานตามโครงการที่นำไปปฏิบัติ เพราะการติดตามผลของโครงการลงทุนอยู่ตลอดเวลาจะช่วยให้สามารถแก้ไขปรับปรุงโครงการได้ทันเวลา
ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุน
1 จำนวนเงินลงทุนสุทธิหรือกระแสเงินออก (Cash Outflow)
2. ผลตอบแทนของโครงการลงทุนหรือกระแสเงินเข้า (Cash Inflow)
3. เงินมีค่าตามเวลา
4. ค่าเสื่อมราคา
5. ภาษีเงินได้
6. มูลค่าซากของโครงการ
อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ
จำนวนเงินลงทุนสุทธิ หรือกระแสเงินออก (Cash Outflow)
1. ค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยง2. ได้
3. การลง4. ทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวร
5. เง6. ินสดรับจากการขายสินทรัพย์เก่า
ค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงได้
ตัวอย่าง
บริษัท วันวิสาข์ จำกัด ลงทุนซื้อรถบรรทุกคันใหม่ราคา 2,000,000 บาท มาใช้แทนรถบรรทุกคันเก่า แต่ถ้าหากใช้รถบรรทุกคันเก่าต่อไปจะต้องเสียค่ายกเครื่องเป็นเงิน 30,000 บาท ภาษีเงินได้ 30%
จากโจทย์ค่ายกเครื่องจำนวน 30,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้เพราะกิจการซื้อรถบรรทุกคันใหม่มาใช้แทนรถบรรทุกคันเก่าการที่ประหยัดรายจ่ายค่ายกเครื่องทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น และจะต้องเสียภาษีมากขึ้นการคำนวรเงินลงทุนจะเป็นดังนี้
ราคารถบรรทุกคันใหม่ 2,000,000 บาท
ประหยัดค่ายกเครื่องรถบรรทุกคันเก่า 30,000
หัก ภาษีที่จ่ายเพิ่ม 30 % 9,000 21,000 บาท
เพราะฉะนั้นจำนวนเงินทุนรถบรรทุกคันใหม่ 1,979,000 บาท
การลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์หมุนเวียน
ในการลงทุนในโครงการใหม่ กิจการอาจต้องเพิ่มเงินทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนเพื่อความคล่องตัวและเพื่อให้การดำเนินไปด้วยความราบรื่น
ตัวอย่าง
บริษัท ตะวัน จำกัด ลงทุนในโครงการใหม่อย่างหนึ่งใช้เงิน 2,00,000 บาท สำหรับซื้อเครื่องจักร กิจการต้องเพิ่มเพิ่มจำนนเงินสดในมือ 100,000 บาท ลูกหนี้ 50,000 บาท และสินค้าคงเหลือ 80,000 บาท เงินลงทุนในโครงการใหม่คำนวณได้ดังนี้
เงินลงทุนในโครงการใหม่ 2,000,000 บาท
บวก สินทรัพย์หมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น :
เงินสด 100,000
ลูกหนี้ 50,000
สินค้าคงเหลือ 80,000 230,000 บาท
เพราะฉะนั้นเงินลงทุนสุทธิ 2,230,000 บาท
เงินสดรับจากการขายสินทรัพย์เก่า
การตัดสินใจลงทุนอย่างหนึ่งอาจมีผลทำให้ต้องจำหน่ายสินทรัพย์บางประเภทออกไป
ตัวอย่าง บริษัท อรสุนัย จำกัด ซื้อเครื่องจักรใหม่ราคา 1,5000,000 บาท เพื่อนำมาแทนเครื่องจักรเก่าซึ่งมีราคาตามบัญชีเหลืออยู่ขณะนี้เท่ากับ 40,000 บาท เครื่องจักรเก่าขายได้เงินเท่ากับ 50,000 บาท ภาษี 30%
เครื่องจักรเก่ามีราคาตามบัญชีเหลืออยู่ 40,000 บาท แต่สามารถาขายได้ 50,000บาทแสดงว่ามีกำไรจากการขาย 10,000 บาท ซึ่งจะส่งผลให้กิจการเสียภาษีขึ้นสำหรับรายได้เพิ่มขึ้นสามารถคำนวรการลงทุนได้ดังนี้
ราคาเครื่องจักรใหม่ 1,500,000 บาท
เงินสดจากการขายเครื่องจักรเก่า 50,000
หัก ภาษีจ่ายเพิ่ม (10000 x 30%) 3,000 47,000 บาท
เงินลงทุนสุทธิในเครื่องจักรใหม่ 1,453,000 บาท

การคำนวณหาเงินลงทุนสุทธิหรือกระแสเงินออก
ตัวอย่าง
บริษัท ฐิติ จำกัด ลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ราคา 1,000,000 บาท เสียค่าติดตั้ง 15,000 บาท ค่าขนส่ง 1,000 บาท และมีทุนทำการเพิ่ม 200,000 บาท โดยบริษัทขายเครื่องจักรเก่าออกไปในราคา 50,000 บาท

ราคาเครื่องจักรใหม่ 1,000,000 บาท
บวก ค่าติดตั้ง 15,000
ค่าขนส่ง 1,000 16,000 บาท
1,016,000 บาท
ทุนทำการ 20,000 บาท
รวมรายจ่าย 1,036,000 บาท
หัก ค่าขายเครื่องจักรเก่า 50,000 บาท
เพราะฉะนั้น เงินลงทุนสุทธิสุทธิ 986,000 บาท
ถ้าหากบริษัทซื้อเครื่องจักรใหม่ไม่ได้ขายเครื่องจักรเก่าออกไปแต่จะนำมาใช้เป็นเครื่องจักรอะไหล่ เงินลงทุนสุทธิคำนวณได้ดังนี้
ราคาเครื่องจักรใหม่ 1,000,000 บาท
บวก ค่าติดตั้ง 15,000
ค่าขนส่ง 1,000 16,000 บาท
1,016,000 บาท
ทุนทำการ 20,000 บาท
รวมรายจ่าย 1,036,000 บาท
บวก เครื่องจักรเก่าจำมาใช้กับโครงการ 50,000 บาท
เพราะฉะนั้น เงินลงทุนสุทธิ 986,000 บาท
ผลตอบแทนของโครงการลงทุน หรือกระแสเงินเข้า
ตัวอย่างที่ 1 บริษัท อยุธยา จำกัด ลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่จากการซื้อเครื่องจักรใหม่ใช้จะทำรายได้เงินสดให้กับโครงการปีละ 1,000,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดปีละ 800,000 บาท ค่าเสื่อมราคาปีละ 50,000 บาท ภาษี 30%
รายได้เงินสด 1,000,000 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายเงินสด 800,000 บาท
กำไรก่อนค่าเสื่อมราคาและภาษี 200,000 บาท
หัก ค่าเสื่อมราคา 50,000 บาท
กำไรก่อนภาษีเงินได้ 150,000 บาท
ภาษี 30 % 45,000 บาท
กำไรสุทธิ 105,000 บาท
บวก ค่าเสื่อมราคา 50,000 บาท
เพราะฉะนั้น กำไรเงินสดปีละ 155,000 บาท




เงินมีค่าตามเวลา
ตาราง A-1 .ใช้ใในการปรับค่าของเงินที่ได้รับหรือจ่ายในอนาคตที่มีจำนวนแตกต่งกันในแต่ละปีโดยเงินจำนวนดังกล่าวจะรับหรือจ่าย ณ วันสิ้นปี
ตาราง A-2 ใช้ใในการปรับค่าของเงินที่ได้รับหรือจ่ายในอนาคตที่มีจำนวนแตกต่งกันในแต่ละปีโดยเงินจำนวนดังกล่าวจะรับหรือจ่าย ระหว่างปี
ตาราง B-1 ใช้ใในการปรับค่าของเงินที่ได้รับหรือจ่ายในอนาคตที่มีจำนวนแตกต่งกันในแต่ละปีโดยเงินจำนวนดังกล่าวจะรับหรือจ่าย ณ วันสิ้นปี
ตาราง B-2 ใช้ใในการปรับค่าของเงินที่ได้รับหรือจ่ายในอนาคตที่มีจำนวนแตกต่งกันในแต่ละปีโดยเงินจำนวนดังกล่าวจะรับหรือจ่าย ระหว่างปี
ตัวอย่างการปรับค่าของเงินในอนาคตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน ณ วันที่ลงทุนหรือจุดศูนย์
บริษัท ทับทิม จำกัด มีโครงการลงทุนทั้งหมด 4 โครงการคือโครงการ Aโครงการ B โครงการ C และโครงการ D ซึ่งโครงการดังกล่าว จะมีผลตอบแทนจากการลงทุนที่ต่างกันดังนี้ (อัตราการตอบแทนที่ต้องการ 12 %)

ปีที่ โครงการ A โครงการ B โครงการ C โครงการ D
(ณ วันสิ้นปี) (ระหว่างปี ) (ณ วันสิ้นปี) (ระหว่างปี )
1 5,000 5,000 10,000 10,000
2 5,000 5,000 3,000 3,000
3 5,000 5,000 4,000 4,000
4 5,000 5,000 5,000 5,000
5 5,000 5,000 3,000 3,000
คำนวณมูลค่าปัจจุบันของผลตอบแทนจากการลงทุนของแต่ละโครงการ
โครงการ A ใช้ตาราง B-1 ช่อง 12 %
เงินรับแต่ละปีติดต่อกัน 5 ปี ณ วันสิ้นปี = 5,000 บาท
แฟคเตอร์จากตาราง B-1 ช่อง 12 % = 3,605 บาท
เพราะฉะนั้น มูลค่าปัจจุบัน = 18,025 บาท

โครงการ B ใช้ตาราง B–2 ช่อง 12 %
เงินรับแต่ละปีติดต่อกัน 5 ปี โดยรับระหว่างปี = 5,000 บาท
แฟคเตอร์จากตาราง B-2 ช่อง 12 % = 3,817 บาท
เพราะฉะนั้น มูลค่าปัจจุบัน = 19,085 บาท





โครงการ C ใช้ตาราง A-1 ช่อง 12 %


ปีที่ เงินรับ ณ วันสิ้นปี แฟคเตอร์ มูลค่าปัจจุบัน
1 10,000 (บาท)) .893 8,930 ( บาท)
2 3,000 .979 2,391
3 4,000 .712 2,848
4 5,000 .636 3,180
5 3,000 .567 1,701
เพราะฉะนั้น มูลค้าปัจจุบัน = 19,050 บาท
โครงการ D ใช้ตาราง A-2 ช่อง 12 %


ปีที่ เงินระหว่างปี แฟคเตอร์ มูลค่าปัจจุบัน
1 10,000 (บาท) .945 9,450 (บาท)
2 3,000 .845 2,535
3 4,000 .753 3,012
4 5,000 .673 3,365
5 3,000 .601 1,803
เพราะฉะนั้น มูลค่าปัจจุบัน = 20165 บาท
ค่าเสื่อมราคา
ค่าเสื่อมราคาจะเป็นราคาใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายเงินสดออกไป ผลของค้าเสื่อมราคาในการหักรายได้ก่อนภาษีทำให้กิจการประหยักภาษีหรือเสียภาษีน้อยลง ซึ่งเท่ากับจ่ายเงินสดค่าภาษีน้อยลงเพราะภาษีเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นตวเลข
ภาษีเงินได้
การดำเนินงานโดยทั่วไปแล้วค่าเสื่อมราคาจะเป็นค่าใช้จ่ายที่นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อคำนวรภาษี ภาษีที่จ่ายจะลดลงด้วยรายการค่าเสื่อมราคา
มูลค่าซากของโครงการ
โครงการลงทุนต่าง ๆ ในตอนปลายอายุของโครงการมูลค่าซากของโครงการประกอบด้วยเงินที่ได้รับจากการขายเครื่องจักร และอุปกรณ์ (ราคาซาก)และการเปลี่ยนทุนทำการเป็นเงินสด
อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ
อัตราผลตอบแทนที่กิจการต้องการจากการลงทุนจะต้องไม่น้อยกว่าค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของเงินทุน (cost of Capital ) ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของเงินลงทุนจากแหล่งต่าง ๆ เหล่านี้คำนวรได้จากการถั่วเฉลี่ยน้ำหนัก (WACC) ต้นทุนจากแหล่งเงินทุนต่าง ๆ

การวัดค่าของการลงทุน
การวัดค่าของการลงทุนมีวิธีวัดอยู่ 3 วิธีคือ
6.1 วิธีระยะเวลาคืนทุน (Payback Period)
6.2 วิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value Method)
6.3 วิธีอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return Method)
วิธีระยะเวลาคืนทุน
การวัดค่าการงทุนโดยวิธีระยะเวลาคืนทุนสามารถแบ่งได้ 2 กรณีดังนี้
กรณีผลตอบแทนเงินลงทุนหรือกระแสเงินเข้าสุทธิมีจำนวนเท่ากันทุกปี
กรณีผลตอบทนเงินลงทุนหรือกระแสเงินเข้าสุทธิมีจำนวนไม่เท่ากันทุกปี
กรณีผลตอบแทนเงินลงทุนหรือกระแสเงินเข้าสุทธิมีจำนวนเท่ากันทุกปี

ระยะเวลาคืนทุน เงินสดที่จ่ายสุทธิเมื่อเริ่มโครงการ
กระแสเงินเข้าสุทธิต่อปี
ตัวอย่าง กิจการแห่งหนึ่งมีข้อมูลการลงทุนดังนี้
เงินลงทุนครั้งแรก 500,000 บาท
กระแสเงินเข้าสุทธิต่อปี 50,000 บาท

ระยะเวลาคืนทุน 500,000 ปี
50,000
กรณีผลตอบแทนเงินลงทุนหรือกระแสเงินเข้าสุทธิมีจำนวนไม่เท่ากันทุกปี

ระยะเวลาคืนทุน จำนวนปีก่อนคืนทุน จำนวนเงินที่เหลือ
จำนวนกระแสเงินสดเข้าของปีถัดไป

ตัวอย่าง กิจการแห่งหนึ่งมีข้อมูลการลงทุนดังนี้

ปีที่ โครงการ ก (บาท) โครงการ ข (บาท)
เงินลงทุน (บาท ) 0 500,000 500,000
1 100,000 50,000
2 50,000 100,000
3 40,000 150,000
4 100,000 200,000
5 200,000 100,000
6 20,000 -
7 70,000 -
งวดเวลาได้คืนทุน 5.5 ปี 4 ปี
ลำดับความสำคัญ (2) (1)
วิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ
มีขั้นตอนการคำนวณดังต่อไปนี้
คำนวณหาจำนวนเงินที่ต้องลงทุนสุทธิที่ถือว่าเป็นกระแสเงินออก
ใช้อัตราผลตอบแทนที่ต้องการเป็นหลักในการเปลี่ยนกระแสเงินออกให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน
คำนวณหาจำนวนกำไรเงินสดของแต่ละปีตลอดอายุของโครงการรวมทั้งราคาซากทุนทำการ ณ วันสิ้นสุดโครงการและถือว่าเป็นกระแสเงินเข้า
ใช้อัตราผลตอบแทนที่ต้องการเป็นหลักในการเปลี่ยนกระแสเงินเข้าให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน
นำมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินออกไปหักมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินเข้าผลลัพธ์ที่ได้คือมูลค่าสุทธิ
ในกรณีที่มูลค่าปัจจุบันสุทธิเท่ากับ 0 แสดงว่าการจ่ายลงทุนให้ผลตอบแทนตามอัตราที่ต้องการพอดี
ในกรณีที่มูลค่าปัจจุบันสุทธิมากกว่า 0 แสดงว่าการจ่ายลงทุนให้ผลตอบแทนตามอัตราที่ต้องการพอดี
ในกรณีที่มูลค่าปัจจุบันสุทธิต่ำกว่า 0 แสดงว่าการจ่ายลงทุนให้ผลตอบแทนตามอัตราที่ต้องการพอดี
ตัวอย่าง บริษัท กานดา จำกัด กำลังตัดสินใจที่จะลงทุนในโครงการใหม่ โดยมีข้อข้อมูลเสนอมาทั้ง
หมด 4 โครงต่อไปนี้ อัตราผลการตอบแทนต้องการ 18 %

จ่ายลงทุนบาท โครงการ A โครงการ B โครงการ C โครงการ D
30000 30000 30000 30000
กำไรเงินสด (บาท) เงินเข้าสิ้นปี เงินเข้าระหว่างปี เงินเข้าสิ้นปี เงินเข้าระหว่างปี
ปีที่
1 10,000 7,000 20,000
2 17,000 7,000 10,000
3 18,000 7,000 40,000
4 15,000 7,000 10,000
5 10000 7,000 10,000
6 7000 10000
7 7000 10000
8 7,000 1,0000
9 7,000 1,0000
10 7,000 1,0000
การคำนวณมูลค่าปัจจุบันของโครงการ
ตัวอย่าง
โครงการ A เนื่องจากเงินของโครงการนี้มีจำนวนเงินของกระแสเงินเข้าต่ากันในแต่ละปีเงินเข้า ณ วันสิ้นปี การหามูลค่าปัจจุบันต้องใช้ตาราง A-1
คำนวณเงินลงทุนสุทธิ หรือกระแสเงินออก
กระแสเงินออก = 30,000 บาท
คำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนหรือกระแสเงินเข้า

ปีที่ กระแสเงินเข้า (บาท) แฟคเตอร์ มูลค่าปัจจุบัน (บาท)
1 10,000 .847 8,470
2 17,000 .718 12,206
3 18000 .609 10,962
4 15,000 .516 7,740
5 10,000 .437 4,370
เพราะฉะนั้น กระแสเงินเข้า = 43,748
เปรียบเทียบกระแสเงินเข้าและกระแสเงินออก ณ จุดศูนย์
กระแสเงินเข้า = 43,748 บาท
กระแสเงินออก = 30,000 บาท
มูลค่าปัจจุบันสุทธิ = 13,748 บาท

โครงการ B เนื่องจากกระแสเงินเข้าของโครงการนี้มีจำนวนเท่ากันและเข้า ณ วันสิ้นปี การหามูลค่าปัจจุบันต้องใช้ ตาราง B-1
คำนวณเงินลงทุนสุทธิ หรือกระแสเงินออก
กระแสเงินออก = 30000 บาท
คำนวรผลตอบแทนจากการลงทุน หรือกระแสเงินเข้า
ปีที่ 1-10 เงินเข้ารายปี 70,000 บาท
แฟคเตอร์ B-1 18 % 4.494
มูลค่าปัจจุบันกระแสเงินเข้า 31,458 บาท
เปรียบเทียบกระแสเงินเข้าและกระแสเงินออก ณ จุดศูนย์
กระแสเงินเข้า = 31,458 บาท
กระแสเงินออก = 30,000 บาท
มูลค่าปัจจุบันสุทธิ = 1,458 บาท





โครงการ C เนื่องจากกระแสเงินเข้าของโครงการนี้มีจำนวนแตกต่างกันในแต่ละปี และเงินเข้าระหว่างปี การหามูลค่าปัจจุบันต้องใช้ตาราง A-2
คำนวณเงินลงทุนสุทธิ หรือกระแสเงินออก
กระแสเงินออก = 30,000 บาท
คำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน หรือกระแสเงินเข้า
ปีที่ กระแสเงินเข้า แฟคเตอร์ 18% มูลค่าปัจจุบัน
1 20,000 .922 18,440
2 10,000 .781 7,810
3 40,000 .662 26,480
กระแสเงินเข้า = 52,730
เปรียบเทียบกระแสเงินเข้าและกระแสเงินออก ณ จุดศูนย์
กระแสเงินเข้า = 52,730 บาท
กระแสเงินออก = 30,000 บาท
มูลค่าปัจจุบันสุทธิ = 22,730 บาท
โครงการ D เนื่องจากกระแสเงินเข้าของโครงการนี้มีจำนวนเท่ากัน ตั้งแต่ปีที 4-10 และกระแสเงินเข้าระหว่างปี การหามูลค่าปัจจุบันสุทธิต้องใช้ตาราง B-2
1. คำนวณเงินลงทุนสุทธิ หรือกระแสเงินออก
กระแสเงินออก = 30,000 บาท
2. คำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน หรือกระแสเงินเข้า
ปีที่ 4-10 เงินเข้ารายปี 10,000 บาท
แฟคเตอร์ B-2 18% 4.887 - 2.365 2.522
มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินเข้า 25,220
3. เปรียบเทียบกระแสเงินเข้าและกระแสเงินออก ณ จุดศูนย์
กระแสเงินเข้า = 25,220 บาท
กระแสเงินออก = 30,000 บาท
มูลค่าปัจจุบันสุทธิ = (4,780) บาท
สรุป จากการคำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิทั้ง 4 โครงการ จะเห็นได้ว่าถ้ากิจการมีเงินทุนอย่างไม่จำกัด จะสามารถลงทุนในโครงการ A B และ C ได้ ส่วนโครงการ D นั้น ไม่สมควรลงทุน เพราะได้ผลตอบแทนไม่คุ้มกับเงินทุนที่จ่ายไป แต่หากกิจการมีเงินทุนสำหรับลงทุนในโครงการเดียวเท่านั้น โครงการ B เหมาะสมที่จะลงทุนมากที่สุด เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่าที่ต้องการมากกว่าโครงการอื่น ๆ

วิธีอัตราผลตอบแทนซื้อลดลง (Discounted Rate of Return Method)
การวัดค่าของการลงทุนโดยวิธีอัตราผลตอบแทนซื้อลดเป็นวิธีการคำนวนอัตราส่วนลด หรืออัตราดอกเบี้ยที่นำไปใช้รับเงินสดที่ได้รับจากโครงการลงทุน (ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือกระแสเงินเข้า) ให้มีค่าเป็นปัจจุบันเท่ากับกระแสเงินออก หรือเงินลงทุนสุทธิเพื่อจะได้นำเงินทั้ง 2 ประเภทเปรียบเทียบกันได้
วิธีอัตราผลตอบแทนซื้อลดเป็นวิธีที่ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะจะต้องทดลองผิดทดลองถูกไปเรี่อย ๆ จนพบอัตราส่วนลดที่ต้องการ อัตราส่วนลดที่คำนวณได้ถือเป็นอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนหรือบางครั้งใช้กับความหมายที่ว่า อัตราส่วนลดที่คำนวณได้ หมายถึง อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ผู้ลงทุนจะยอมจ่ายโดยไม่ขาดทุนหากเงินที่นำมาลงทุนนั้นเป็นเงินที่กู้ยืมมา และการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยจ่ายคืนจากเงินสดที่ได้รับจากการลงทุน
การคำนวณหาอัตราผลตอบแทนซื้อลดลงแบ่งได้ 2 กรณีคือ
1. กรณีที่กระแสเงินเข้าเท่ากันทุกปี
2. กรณีที่กระแสเงินเข้าไม่เท่ากันในแต่ละปี
ตัวอย่าง
บริษัท ซื่อตรง จำกัด กำลังพิจารณาการจ่ายลงทุนในโครงการ ซึ่งมีโครงการมาให้พิจารณา 2 โครงการดังนี้คือ
ปีที่ โครงการ A โครงการB
กระแสเงินออก (บาท) 0 100,000 200,000
กระแสเงินเข้า (บาท) 1 25,000 70,000
2 25,000 100,000
3 25,000 150,000
4 25,000
5 25,000
6 25,000
7 25,000
8 25,000
กรณีกระแสเงินเข้าเท่ากันทุกปี
โครงการ A กระแสเงินเข้าเท่ากันทุกปีตลอดอายุโครงการ 8 ปี โดยสมมติว่าเงินเข้า ณ วันปลายปี

ตัวคูณส่วนลด เงินลงทุนสุทธิ
ผลตอบแทนเงินสดต่อปี
100,000
25,000

นำตัวคูณส่วนลด 4 ไปเปิดตารางค่าปัจจุบันสะสม (ตาราง B- 1) ณ ปีที่ 8 ตรวจดูอัตราส่วนที่มีตัวคุณส่วนลดเท่ากับ 4 หรือใกล้เคียง 4 มากที่สุด จากตาราง B ตัวคุณส่วนลด 4 จะอยู่ระหว่างอัตราส่วนลดที่ 18% กับ 20% = 4.078 กับ 3.837

เมื่อได้ตัวคูณส่วนลดแล้วจะนำไปหาค่าปัจจุบันของเงินสดที่ได้รับจากโครงการแล้วนำไปเปรียบเทียบกับเงินทุนสุทธิ หากมีผลต่างค่าปัจจุบันสุทธิจะต้องใช้วิธีถัวเฉลี่ยเพื่อให้ได้อัตราส่วนลดตามที่ต้องการดังนี้
โครงการ A
ตัวคูณส่วนลด ณ อัตรา ค่าปัจจุบัน ณ อัตรา
ปีที่ เงินสดรับ 18% 20% 18% 20%
1-8 25,000 4.078 3.837 101,950 95,925
หัก เงินลงทุน 100,000 100,000
ค่าปัจจุบัน 1,950 (4,075)
ค่าปัจจุบันต่างกัน (101,950 - 95,925) = 6,025 บาท อัตราเปอร์เซ็นต์ต่างกัน = 2%
ค่าปัจจุบันต่างกัน (101,950 - 100,000) = 1,950 บาท อัตราเปอร์เซ็นต์ต่างกัน = 2 x 1,950
6,025
= .65%
เพราะฉะนั้นอัตราผลตอบแทนซื้อลดโครงการ A = 18 + .65% = 18.65%
กรณีกระแสเงินเข้าไม่เท่ากันในแต่ละปี
โครงการ B กระแสเงินเข้าไม่เท่ากันในแต่ละปี ในขั้นแรกจะต้องคาดคะแนอัตราผลแทนจำนวนหนึ่งไปคูณกับรายได้เมื่อรวมแล้วให้ได้เท่ากับเงินลงทุน สมมติอัตราผลตอบแทน = 20% (ตาราง A-1 ) แล้วคำนวณค่าปัจจุบันของเงินเข้าดังนี้
ปีที่ กระแสเงินสด แฟคเตอร์ 20% มูลค่าปัจจุบัน
1 70,000 (บาท) .833 58,310 (บาท)
2 100,000 .694 69,400
3 150,000 .579 86,850 รวม 214,560 บาท
จะพบว่าได้มูลค่าปัจจุบันของเงินเข้าที่ทดลองในอัตรา 20% = 214,560 บาท สูงกว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินออกซึ่งเท่ากับ 200,000 บาท จึงต้องลองเพิ่มอัตราเป็น 22% 24% และ 25%แล้วคำนวณหามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินเข้าดูใหม่ จะพบว่ายอดรวมค่าปัจจุบันของผลตอบแทนที่ใกล้เคียง 200,000 บาท อยู่ที่อัตราผลตอบแทน 24% และ 25%
โครงการ B
ตัวคูณส่วนลด ณ อัตรา ค่าปัจจุบัน ณ อัตรา
ปีที่ เงินสดรับ (บาท) 24% 25% 24% 25%
1 70,000 .806 .800 56,420 56,000
2 100,000 .650 .640 65,000 64,000
3 150,000 .524 .512 78,600 76,800
รวมค่าปัจจุบัน 200,020 196,800
เงินลงทุนสุทธิ 200,000 200,000
ค่าปัจจุบัน 20 (3,200)

ถัวเฉลี่ยอัตราส่วนลดจะคำนวณได้ดังนี้
ค่าปัจจุบันต่างกัน (200,020 - 196,800) = 3,220 บาท อัตราเปอร์เซ็นต์ต่างกัน = 1%
ค่าปัจจุบันต่างกัน (200,020 - 200,000) = 20 บาท อัตราเปอร์เซ็นต์ต่างกัน = 1x20 = .0062%
3,220
เพราะฉะนั้น อัตราผลตอบแทนซื้อลดโครงการ B = 24.0062%
สรุป
จากการคำนวณพบว่าโครงการ B มีอัตราผลตอบแทนซื้อลด = 24.0062% สูงกว่าโครงการ A ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนซื้อลด = 18.65% หากบริษัทต้องเลือกลงทุนในโครงการใดโครงการหนึ่งนั้น การใช้อัตราผลตอบแทนซื้อลดยังไม่เป็นการวัดที่เพียงพอ เพราะโครงการทั้ง 2 จ่ายลงทุนด้วยจำนวนเงินไม่เท่ากัน และอายุของโครงการก็ไม่เท่ากัน ดังนั้นควรจะใช้วิธีการวัดผลตอบแทนจากการลงทุนควรใช้ร่วมกับวิธีอื่น ๆ ด้วย เช่น วิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เป็นต้น

การตีราคาสินค้าคงเหลือตามราคาทุน

การบันทึกบัญชีสินค้ามีอยู่ 2 วิธีที่นิยมใช้ คือ การบันทึกบัญชีสินค้าต่อเนื่อง (Perpetual Inventory Method) วิธีนี้มักจะมีการบันทึกบัญชีสินค้าทุกครั้งที่มีการซื้อหรือขายสินค้ามูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดจะทราบได้จากบัญชีสินค้า และการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือปลายงวด (Periodic Inventory Method) วิธีนี้จะไม่มีการบันทึกบัญชีสินค้า เมื่อมีการซื้อหรือขายสินค้าแต่จะมีการตรวจนับสินค้าคงเหลือ ณ วันปลายงวด
4.1 วิธีเข้าก่อน- ออกก่อน (First-In, First-Out Method) วิธีจะตีราคาสินค้าที่ซื้อเข้าก่อนขายออกไปก่อน สินค้าคง4.2 เหลือปลายง4.3 วดจะเป็นสินค้าที่ซื้อเข้ามาครั้ง4.4 หลัง4.5 ๆ
การตีราคาสินค้าคงเหลือตามวิธีนี้ถ้าอยู่ในช่วงที่สินค้าที่ซื้อมาในแต่ละครั้งมีราคาแตกต่างกันมาก ต้นทุนสินค้าที่ขายก็จะต่ำกว่าความเป็นจริง

ตัวอย่าง
บริษัท พงษ์เพชร จำกัด มีสินค้าคงเหลือ ณ วันต้นงวด 1,000 หน่วย ราคาหน่วยละ 10 บาท ระหว่างงวดบัญชีมีการซื้อขายสินค้าดังต่อไปนี้
มกราคม ซื้อสินค้าจำนวน 2,000 หน่วย @ 10 บาท
กุมภาพันธ์ ซื้อสินค้าจำนวน 1,000 หน่วย @ 12 บาท มีนาคม ซื้อสินค้าจำนวน 1,500 หน่วย @ 13 บาท
เมษายน ขายสินค้าจำนวน 2,000 หน่วย @ 30 บาท
พฤษภาคม ขายสินค้าจำนวน 1,500 หน่วย @ 35 บาท
มิถุนายน ซื้อสินค้าจำนวน 3,500 หน่วย @ 15 บาท
กันยายน ซื้อสินค้าจำนวน 2,000 หน่วย @ 17 บาท
ตุลาคม ขายสินค้าจำนวน 4,000 หน่วย @ 40 บาท
พฤศจิกายน ขายสินค้าจำนวน 1,000 หน่วย @ 45 บาท
ธันวาคม ซื้อสินค้าจำนวน 1,000 หน่วย @ 18 บาท
เมื่อวันสิ้นงวดตรวจนับสินค้าคงเหลือมีอยู่จำนวน 3,500 หน่วย


4.1.1 สำหรับกิจการที่ใช้วิธีการบันทึกบัญชีสินค้าต่อเนื่อง การคำนวณต้นทุนสินค้าที่ขาย และต้นทุนสินค้าคงเหลือปลายงวด จะเป็นดังนี้


ว.ด.ป. รับ จ่าย ยอดคงเหลือ
จำนวน
(หน่วย) ราคา
ต่อหน่วย จำนวนเงิน
(หน่วย) จำนวน
(หน่วย) ราคา
ต่อหน่วย จำนวนเงิน
(หน่วย) จำนวน
(หน่วย) ราคา
ต่อหน่วย จำนวนเงิน
(บาท)
ยอดยกมา 1,000 10 10,000 1,000 10 10,000
ม.ค.
2,000 10 20,000 1,000
2,000 10
10
30,000
ก.พ. 1,000 12 12,000 1,000
2,000
1,000 10
10
12

42,000
มี.ค. 1,500 13 19,500 1,000
2,000
1,000
1,500 10
10
12
13



61,500
เม.ย 1,000
1,000 10
10
20,000 1,000
1,000
1,000 10
12
13

41,500
พ.ค. 1,000
500 10
12 16,000 500
1,500 12
13
25,500
มิ.ย. 3,500 15 52,500 500
1,500
3,500 12
13
15

78,000
ก.ย 2,000 17 34,000 500
1,500
3,500
2,000 12
13
15
17


112,000
ต.ค. 500
1,500
2,000 12
13
15

55,500 1,500
2,000 15
17

56,500
พ.ย. 1,000 15 15,000 500
2,000 15
17
41,500
ธ.ค. 1,000 18 18,000 500
2,000
1,000 15
17
18

59,500

\ต้นทุนสินค้าที่ขายจำนวน 8,500 หน่วย = 20,000+16,000+55,500+15,000 = 106,500 บาท
\ มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดจำนวน 3,500 หน่วย = 59,500 บาท
4.1.2 สำหรับกิจการที่ใช้วิธีการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือสิ้นงวด การคำนวณต้นทุนสินค้าที่ขาย และต้นทุนสินค้าคงเหลือปลายงวดจะเป็นดังนี้
การคำนวณต้นทุนสินค้าที่ขายจะคำนวณได้ดังนี้
จำนวนหน่วย ราคาต่อหน่วย ต้นทุนของสินค้า (บาท)
สินค้าคงเหลือต้นงวด 1,000 10 10,000
ซื้อเมื่อ มกราคม 2,000 10 20,000
กุมภาพันธ์ 1,000 12 12,000
มีนาคม 1,500 13 19,500
มิถุนายน 3,000 15 45,000
จำนวนหน่วยที่ขาย 8,500 หน่วย ต้นทุนขาย 106,500 บาท
สินค้าคงเหลือปลายงวด 3,500 หน่วย ประกอบด้วย
มิถุนายน 500 15 7,500
กันยายน 2,000 17 34,000
ธันวาคม 1,000 18 18,000
3,500 หน่วย 59,500 บาท
\ มูลค่าของสินค้าคงเหลือปลายงวด = 59,500 บาท

4.2 วิธีเข้าหลัง –ออกก่อน (Last – In. First-Out Method) วิธีนี้จะตีราคาสินค้าที่ซื้อเข้ามาทีหลังขายออกไปก่อน สินค้าคงเหลือปลายงวดจะเป็นสินค้าที่ซื้อเข้ามาครั้งก่อน ๆ การตีราคาสินค้าคงเหลือ ตามวิธีนี้ถ้าอยู่ในช่วงที่สินค้าที่ซื้อมาในแต่ละครั้งมีราคาแตกต่างกันมาก ต้นทุนสินค้าที่ขายจะมีราคาใกล้เคียงกับราคาที่เป็นจริง

ตัวอย่าง (โจทย์เดิมบริษัทพงษ์เพชร จำกัด)
4.2.1 สำหรับกิจการที่ใช้วิธีการบันทึกบัญชีสินค้าต่อเนื่อง การคำนวณต้นทุนสินค้าที่ขาย และต้นทุนสินค้าคงเหลือปลายงวด จะเป็นดังนี้




ว.ด.ป. รับ จ่าย ยอดคงเหลือ
จำนวน
(หน่วย) ราคา
ต่อหน่วย จำนวนเงิน
(หน่วย) จำนวน
(หน่วย) ราคา
ต่อหน่วย จำนวนเงิน
(หน่วย) จำนวน
(หน่วย) ราคา
ต่อหน่วย จำนวนเงิน
(หน่วย)
ยอดยกมา 1,000 10 10,000 1,000 10 10,000
ม.ค.
2,000 10 20,000 1,000
2,000 10
10
30,000
ก.พ. 1,000 12 12,000 1,000
2,000
1,000 10
10
12

42,000
มี.ค. 1,500 13 19,500 1,000
2,000
1,000
1,500 10
10
12
13



61,500
เม.ย 1,500
500 13
12
25,500 1,000
2,000
500 10
10
12

36,000
พ.ค. 500
1,000 12
10
16,000 1,000
1,000 10
10
20,000
มิ.ย. 3,500 15 52,500 1,000
1,000
3,500 10
10
15

72,500
ก.ย 2,000 17 34,000 1,000
1,000
3,500
2,000 10
10
15
17


106,500
ต.ค. 2,000
2,000
17
15

64,000 1,000
1,000
1,500 10
10
15


42,500
พ.ย. 1,000 15 15,000 1,000
1,000
500 10
10
15
41,500
27,500
ธ.ค. 1,000 18 18,000 1,000
1,000
500
1,000 10
10
15
18


45,500
\ต้นทุนสินค้าที่ขายจำนวน 8,500 หน่วย = 25,500 + 16,000 +64,000 +15,000 = 120,500 บาท
\มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดจำนวน 3,500 หน่วย = 45,500 หน่วย

4.2.2 สำหรับกิจการที่ใช้วิธีการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือสินงวด การคำนวณต้นทุนสินค้าที่ขาย และต้นทุนสินค้าคงเหลือปลายงวดจะเป็นดังนี้
การคำนวณต้นทุนสินค้าที่ขาย จะคำนวณได้ดังนี้
จำนวนหน่วย ราคาต่อหน่วย ต้นทุนของสินค้า (บาท)
ซื้อเมื่อ ธันวาคม 1,000 18 18,000
กันยายน 2,000 17 34,000
มิถุนายน 3,500 15 52,500
มีนาคม 1,500 13 19,500
กุมภาพันธ์ 500 12 6,000
จำนวนหน่วยที่ขาย 8,500 หน่วย ต้นทุนขาย 130,000 บาท
สินค้าคงเหลือปลายงวด 3,500 หน่วย ประกอบด้วย
สินค้าคงเหลือต้นงวด 1,000 10 10,000
มกราคม 2,000 10 20,000
กุมภาพันธ์ 500 12 6,000
3,500 หน่วย 36,000 บาท
\มูลค่าของสินค้าคงเหลือปลายงวด = 36,000 บาท
4.3 วิธีถัวเฉลี่ย (Average Method) การตีราคาสินค้าคงเหลือวิธีถัวเฉลี่ย มีดังต่อไปนี้
4.3.1 วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ใช้กับการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือสิ้นงวด วิธีนี้จะคิดต้นทุนสินค้าโดยนำราคาที่ซื้อมาแต่ละครั้งรวมกัน แล้วเฉลี่ยด้วยจำนวนหน่วยสินค้าที่ซื้อ
ตัวอย่าง (โจทย์เดิมบริษัทพงษ์เพชร จำกัด)
จำนวนหน่วย หน่วยละ จำนวนเงิน (บาท)
สินค้าคงเหลือต้นงวด 1,000 10 10,000
มกราคม 2,000 10 20,000
กุมภาพันธ์ 1,000 12 12,000
มีนาคม 1,500 13 19,500
มิถุนายน 3,500 15 52,500
กันยายน 2,000 17 34,000
ธันวาคม 1,000 17 18,000
12,000 166,000
\ ต้นทุนสินค้าที่ขาย = 166,000 X 8,500 = 117,583.33 บาท
12,000
\มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวด = 166,000 X 3,500 = 48,416.66 บาท
12,000
4.3.2 วิธีถัวเฉลี่ยแบบเคลื่อนที่ ใช้กับการบันทึกบัญชีสินค้าต่อเนื่อง วธีนี้จะทำการถัวเฉลี่ยต้นทุนทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าเข้ามาขาย
ตัวอย่าง (โจทย์เดิมบริษัทพงษ์เพชร จำกัด)


ว.ด.ป. รับ จ่าย ยอดคงเหลือ
จำนวน
(หน่วย) ราคา
ต่อหน่วย จำนวนเงิน
(หน่วย) จำนวน
(หน่วย) ราคา
ต่อหน่วย จำนวนเงิน
(หน่วย) จำนวน
(หน่วย) ราคา
ต่อหน่วย จำนวนเงิน
(หน่วย)
ยอดยกมา
ม.ค.
ก.พ.
มี.ค.
เม.ย
พ.ค.
มิ.ย.
ก.ย
ต.ค.
พ.ย.
ธ.ค. 1,000
2,000
1,000
1,500


3,500
2,000


1,000 10
10
12
13


15
17


18 10,000
20,000
12,000
19,500


52,500
34,000


18,000



2,000
1,500


4,000
1,000



11.18
11.18


14.51
14.51



22,360
16,770


58,040
14,510 1,000
3,000
4,000
5,500
3,500
2,000
5,500
7,500
3,500
2,500
3,500 10.00
10.00
10.50
11.18
11.18
11.18
13.61
14.51
14.51
14.51
15.50 10,000
30,000
42,000
61,500
39,140
22,370
74,870
106,500
50,830
36,275
54,275

\ ต้นทุนสินค้าที่ขาย = 22,360 + 16,770+58,040 + 14,510 = 111,680 บาท
\ มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวด = 54,275 บาท
ต้นทุนต่อหน่วยครั้งที่ 1 = 10,000 + 20,000 = 10.00 บาท
3,000
ต้นทุนต่อหน่วยครั้งที่ 2 = 30,000 +12,000 = 10.50 บาท
4,000
ต้นทุนต่อหน่วยครั้งที่ 3 = 42,000 + 19,500 = 11.18 บาท
5,500
\ การคำนวณต้นทุนต่อหน่วยเมื่อคำนวณออกมาแล้วให้ใช้จุดทศนิยม 2 ตำแหน่งเท่านั้น

5. การคิดค่าเสื่ออมราคาสินทรัพย์ถาวร
สินค้าถาวรต่าง ๆ ที่กิจการมีไว้ใช้ในการดำเนินงานจะมีอายุการใช้งานจำกัด ดังนั้นจึงต้อง
มีการกระจายต้นทุนของสินทรัพย์ออกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดบัญชีต่าง ๆ ต้นทุนสินค้าที่ตัดเป็นค่าใช้จ่ายประจำงวด เรียกว่า ค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมนี้จะมีผลกระทบต่อกำไรสุทธิของกิจการ ดังนั้นการเลือกวิธีคิดค่าเสื่อมจึงมีความสำคัญที่ต้องพิจารณา
ค่าเสื่อมราคาเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นโดยไม่มีส่วนสัมพันธ์กับรายได้ กล่าวคือ ไม่ว่ารายได้จะเกิดขึ้นหรือไม่ค่าเสื่อมราคาย่อมเกิดขึ้นเสมอ
วิธีคิดค่าเสื่อมราคาที่ใช้โดยทั่วไป มีดังนี้
7.1 การคิดค่าเสื่อมราคาในอัตราเปลี่ยนแปลง7.2 ตามชั่วโมง7.3 การทำง7.4 าน หรือตามจำนวนผลผลิต
7.5 การคิดค่าเสื่อมราคาในอัตราคง7.6 ที่ ตามวิธีเส้นตรง7.7
7.8 การคิดค่าเสื่อมราคาในอัตราเร่ง7.9
5.1 การคิดค่าเสื่อมราคาในอัตราเปลี่ยนแปลงตามชั่วโมงการทำงาน หรือตามจำนวนผลผลิต การคิดค่าเสื่อมราคาวิธีนี้จะต้องใช้กับสินทรัพย์ที่มีราคาเปลี่ยนแปลงในทางที่ลดลงเนื่องจากการใช้งาน ไม่ใช่เพราะระยะเวลาที่ผ่านไป คือปีใดใช้สินทรัพย์มากก็ควรตัดค่าเสื่อมราคามาก ปีใดใช้สินทรัพย์น้อยก็ควรคิดราคาน้อยตามไปด้วย เช่น รถยนต์ หรือเครื่องจักร
ตัวอย่าง เครื่องจักรเครื่องหนึ่ง ซื้อมาเพื่อใช้ในการผลิต ราคา 2,100,000 บาท ราคาซาก 100,000 บาท ประมาณว่าจะผลิตสินค้าได้ 200,000 หน่วย อายุการใช้งาน 5 ปี
ปีที่ 1 เครื่องจักรสามารถผลิตสินค้าได้ 50,000 หน่วย
ปีที่ 2 เครื่องจักรสามารถผลิตสินค้าได้ 30,000 หน่วย
ปีที่ 3 เครื่องจักรสามารถผลิตสินค้าได้ 30,000 หน่วย
ปีที่ 4 เครื่องจักรสามารถผลิตสินค้าได้ 50,000 หน่วย
ปีที่ 5เครื่องจักรสามารถผลิตสินค้าได้ 40,000 หน่วย

ค่าเสื่อมราคาต่อหน่วยผลผลิต = ราคาทุน - ราคาซาก
จำนวนหน่วยที่ผลิตสินค้าได้
= 2,100,000 - 100,000
200,000
= 10 บาท


ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร = จำนวนหน่วยที่ผลิตได้ในปีนั้น ๆ x ค่าเสื่อมราคาต่อหน่วยผลิต
ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรปีที่ 1 = 50,000 x 10 = 500,000 บาท
ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรปีที่ 2 = 30,000 x 10 = 300,000 บาท
ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรปีที่ 3 = 30,000 x 10 = 300,000 บาท
ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรปีที่ 4 = 50,000 x 10 = 500,000 บาท
ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรปีที่ 5 = 40,000 x 10 = 400,000 บาท

ตารงค่าเสื่อมราคาตามจำนวนผลผลิตของเครื่องจักร

ปีที่ ผลผลิต (หน่าย) ค่าเสื่อมราคา (บาท) ค่าเสื่อมราคาสะสม (บาท) ราคาสุทธิตามบัญชี (บาท)
ต้นปีที่1
สิ้นปีที่1
สิ้นปีที่2
สิ้นปีที่3
สิ้นปีที่4
สิ้นปีที่5
50,000
30,000
30,000
50,000
40,000
200,000
500,000
300,000
300,000
500,000
400,000
2,000,000
500,000
800,000
1,100,000
1,600,000
2,000,000 2,100,000
1,600,000
1,300,000
1,000,000
500,000
100,000



5.2 การคิดค่าเสื่อมราคาในอัตราคงที่ ตามวิธีเส้นตรง
การคิดค่าเสื่อมราคาวิธีนี้จะเหมาะสมกับสินทรัพย์ ที่มีการเสื่อมสภาพไปตามระยะเวลา โดยกิจการได้รับประโยชน์จากสินทรัพย์ที่ใช้งานเท่ากันทุกปี ดังนั้นการคิดค่าเสื่อมราคาจะคิดเท่ากันทุกปี ตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์
ตัวอย่าง บริษัทซื้อเครื่องจักรมาใช้งาน 1 เครื่อง ราคาเครื่องละ 2,100,000 บาท ประมาณว่าจะ
ใช้งานได้ 5 ปี ราคาซากเมื่อปลายปีที่ 5 เท่ากับ 100,000 บาท
ค่าเสื่อมราคาแต่ละปี = ราคาทุน -ราคาซาก
อายุการใช้งาน (ปี)
= 2,100,000 - 100,000
5
= 400,000 บาท
หรือ 20 %ของมูลค่าของเครื่องจักรที่ใช้คิดค่าเสื่อมราคา 2,000,000 บาท



ตารางตัดค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรง


ปีที่ การคำนวณ ค่าเสื่อมราคา (บาท) ค่าเสื่อมราคาสะสม (บาท) ราคาสุทธิตามบัญชี (บาท)
ต้นปีที่1
สิ้นปีที่1
สิ้นปีที่2
สิ้นปีที่3
สิ้นปีที่4
สิ้นปีที่5
20% ของ 2,000,000
20% ของ 2,000,000
20% ของ 2,000,000
20% ของ 2,000,000
20% ของ 2,000,000

400,000
400,000
400,000
400,000
400,000
2,000,000
400,000
800,000
1,200,000
1,600,000
2,000,000 2,100,000
1,700,000
1,300,000
900,000
500,000
100,000


5.3 การคิดค่าเสื่อมราคาในแบบอัตราเร่ง5.4
การคิดค่าเสื่อมราคาวิธีนี้จะคิดค่าเสื่อมราคาในปีแรก ๆ มากและจะลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งสิน
ทรัพย์หมดสภาพ ซึ่งแยกเป็น 2 วิธี คือ
5.4.1 วิธียอดลดลง5.4.2 ทวีคูณ วิธีนี้ใช้อัตราค่าเสื่อมราคา 2 เท่าของ5.4.3 อัตราเส้นตรง5.4.4 และใช้อัตรา 2
เท่านั้นคูณตามราคาบัญชีของสินทรัพย์ ณ วันต้นรอบระยะเวลาบัญชี
ตัวอย่าง เครื่องจักรเครื่องหนึ่งมีราคาทุน 2,100,000 บาท ประมาณว่ามีอายุการใช้งาน 5ปี ราคาซากปลายปีที่ 5 เท่ากับ 100,000 บาท การคิดค่าเสื่อมราคาตามวิธีนี้จะเป็นดังนี้
อัตราค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรง = 100
อายุการใช้งาน
= 100 = 20 %
5
สองเท่าของอัตราค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรง = 40%

ตารางค่าเสื่อมราคาตามวิธียอดลดลงทวีคูณ

ปีที่ ผลผลิต (หน่วย) ค่าเสื่อมราคา (บาท) ค่าเสื่อมราคาสะสม (บาท) ราคาสุทธิตามบัญชี (บาท)
ต้นปีที่1
สิ้นปีที่1
สิ้นปีที่2
สิ้นปีที่3
สิ้นปีที่4
สิ้นปีที่5
40% ของ 2,100,000
40% ของ 1,260,000
40% ของ 756,000
40% ของ 453,600


840,000
504,000
302,400
181,440
172,160*
2,000,000
840,000
1,344,000
1,646,400
1,827,840
2,000,000 2,100,000
1,260,000
756,000
453,600
272,160
100,000

*ยอดค่าเสื่อมราคาปีที่ 5 ให้ยึดเอาจำนวนให้ยืดเอาจำนวนที่ทำให้ยอดคงเหลือตามบัญชีมีค่าเท่ากับราคาซาก ( 272,160 – 100,000 = 172,160 )
5.3.1 วิธีผลรวมจำนวนปี
การคิดค่าเสื่อมราคาตามวิธีนี้ถือว่าประโยชน์ที่ได้จากการใช้สินทรัพย์จะเป็นส่วนกลับกับลำดับปีที่ใช้ สมมติว่าสินทรัพย์มีอายุการใช้งาน 5 ปี ประโยชน์ที่จะได้รับในปีที่ 1 จะเป็น 5 เท่าของประโยชน์ที่ได้รับในปีที่ 5 ดังนั้นจึงคิดค่าเสื่อมราคาของปีที่หนึ่ง 5 ส่วน และปีต่อไปลดน้อยลงตามลำดับ
ตัวอย่าง เครื่องจักรเครื่องหนึ่งมีราคา 2,100,000 บาท มีอายุการใช้งาน 5 ปี และมีราคาซากเมื่อปลายอายุการใช้งาน 100,000 บาท
เครื่องจักรมีอายุการใช้งาน 5 ปี ส่วนที่ใช้เป็นฐานการคิดค่าเสื่อมราคาจะเท่ากับ 5+4+3+2+1 = 15 ส่วน
มูลค่าของสินทรัพย์ที่ใช้คิดค่าเสื่อมราคา = 2,100,000 - 100,000
= 2,000,000 บาท

ตารางค่าเสื่อมราคาตามวิธีผลรวมจำนวนปี

ปีที่ ผลผลิต (หน่วย) ค่าเสื่อมราคา (บาท) ค่าเสื่อมราคาสะสม (บาท) ราคาสุทธิตามบัญชี (บาท)
ต้นปีที่1
สิ้นปีที่1
สิ้นปีที่2
สิ้นปีที่3
สิ้นปีที่4
สิ้นปีที่5
5/15 ของ 2,000,000
4/15 ของ 2,000,000
3/15 ของ 2,000,000
2/15 ของ 2,000,000
1/15 ของ 2,000,000
666,666.67
533,333.33
400,000.00
266,666.67
133,333.33
2,000,000.00
666,666.67
1,200,000.00
1,600,000.00
1,866,666.67
2,000,000.00 2,100,000.00
1,433,333.33
900,000.00
500,000.00
233,333.33
100,000.00











แบบฝึกหัดบทที่ 1
ข้อ 1-1 (กำไรขาดทุน) นักบัญชีของบริษัทสหไทย จำกัด ได้รวบรวมข้อมูลต่อไปนี้จากสมุดบัญชีของบริษัทเพื่อใช้ในการจัดทำงบกำไรขาดทุนสำหรับปีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 25+4 (ระหว่างปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในหุ้นสามัญจำนวน 12,000 หุ้นที่ออกจำหน่ายแล้ว)
(บาท)
ขายสุทธิ 970,000
ค่าเสื่อมราคาโรงงาน (60% -ขาย , 40% -บริหาร) 70,000
ประกาศจ่ายเงินปันผล 14,400
รายได้ค่าเช่า 30,000
ดอกเบี้ยตั๋วเงินจ่าย 17,000
ราคาตลอดของที่ดินที่ถือไว้เพื่อการลงทุนมีค่าสูงขึ้น 44,000
ซื้อสินค้า 421,000
ค่าขนส่งเข้า-สินค้า 37,000
สินค้าคงเหลือ 1 มกราคม 25+4 82,000
สินค้าคงเหลือ 31 ธันวาคม 25+4 81,000
ส่งคืนคงเหลือจำนวนที่ได้ลด 11,000
ค่าแรงและเงินเดือน-ขาย 95,000
ค่าวัตถุดิบและวัสดุ-ขาย 11,400
ภาษีเงินได้ 45,000
ค่าแรงและเงินเดือน-บริหาร 135,900
ค่าใช้จ่ายในการบริหารอื่น ๆ 46,700
ค่าโฆษณา 20,000
ค่าไปรษณียากร 6,000
ให้ทำ 1) งบกำไรขาดทุนแบบหลายขั้น(Multipe step)
2) งบกำไรขาดทุนแบบขั้นเดียว(Single step)

ข้อ 1-2 (งบดุล) ต่อไปนี้เป็นงบดุลของบริษัทสยาม จำกัด
บริษัทสยาม จำกัด
งบดุล
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25+6
สินทรัพย์หมุนเวียน 520,000 หนี้สินระยะสั้น 365,000
เงินลงทุน 700,000 หนี้สินระยะยาว 920,000
ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ 2,185,000 ส่วนของผู้ถือหุ้น 2,690,000
สินทรัพย์ไม่มีตัวตน 570,000
3,975,000 3,975,000
ต่อไปนี้เป็นข้อมูลเพิ่มเติม
1) ส่วนของสินทรัพย์หมุนเวียนประกอบด้วย: เงินสด 120,000 บาท หักด้วยค่าเผื่อหนี้
สงสัยจะสูญ 10,000 บาท สินค้าคงเหลือ 230,000 บาท และรายได้รับล่วงหน้า 10,000 บาท
(ยอดคงเหลือด้านเครดิต) สินค้าคงเหลือแสดงด้วยราคาทุนทดแทน ต้นทุนเดิม (วิธี FIFO)
เท่ากับ 200,000 บาท
2) ส่วนของเงินลงทุนประกอบด้วยราคาเวรคืนกรมธรรม์ประกันชีวิต (Cash surrender value of
life insurance) 60,000 บาท เงินลงทุนในหุ้นสามัญ-ระยะสั้น 70,000 บาท และเงินลงทุน
ระยะยาว 160,000 บาท กองทุนจมเพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้ 220,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการก่อตั้ง
บริษัท 70,000 บาท และที่ดินที่ถือไว้เพื่อใช้ในการก่อตั้งโรงงานในอนาคต 120,000 บาท
เงินลงทุนทั้งหมดจำแนกเป็นเงินลงทุน-เผื่อขาย (Available for sale) และมีราคาตลาดเท่ากับ
ราคาทุน
3) ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ประกอบด้วยอาคาร 1,600,000 บาท หักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสม
375,000 บาท อุปกรณ์ 400,000 บาท หักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสม 240,000 บาท และที่ดินที่ถือไว้
ใช้ในอนาคต 300,000 บาท อาคารแสดงในราคาประเมินใหม่ (Appraisal value) ราคาทุนเดิม
1,250,000 บาท
4) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ประกอบด้วย สัมปทาน 140,000 บาท ค่าความนิยม 80,000 บาท ส่วนลด
มูลค่าหู้นกู้ 30,000 บาท และงานระหว่างก่อสร้าง 320,000 บาท (โรงงานใหม่อยู่ระหว่างการก่อ
สร้างและจะเสร็จสามารถใช้งานได้ในอีก 9 เดือนข้างหน้า)
5) หนี้สินระยะสั้นประกอบด้วย เจ้าหนี้ 80,000 บาท ตั๋วเงินจ่าย-ระยะสั้น 110,000 บาท ตั๋วเงินจ่าย-
ระยะยาว 150,000 บาท และเงินเดือนค้างจ่าย 25,000 บาท หนี้สินระยะสั้นยังไม่รวมขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น (Loss contingencies) ทนายความของบริษัทกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่บริษัทอาจต้องจ่ายเงิน 60,000 บาทในปี 25+7เนื่องจากคดีฟ้องร้องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ณ วันที่ในงบดุล
6) หนี้สินระยะยาวประกอบด้วยหุ้นกู้ 10% (ครบกำหนดชำระในวันที่ 1 มิถุนายน ปี 25+9)
จำนวน 800,000 บาท และหนี้สินบำนาญ 120,000 บาท
7) ส่วนของผู้ถือหุ้นประกอบด้วยหุ้นบุริมสิทธิ ไม่มีราคามูลค่า จดทะเบียน 200,000 หุ้น ออก
จำหน่ายแล้ว 70,000 หุ้น เป็นเงิน 450,000 บาท และหุ้นสามัญ มูลค่าหุ้นละ 2 บาท จดทะเบียน
300,000 หุ้น ออกจำหน่ายแล้ว 100,000 หุ้น ในราคาเฉลี่ยหุ้นละ 10 บาท นอกจากนี้บริษัทยัง
กำไรสะสม 1,240,000บาท
ให้ทำ งบดุลโดยจัดหมวดหมู่ให้ถูกต้อง
ข้อ 1-3 (การตีราคาสินค้าด้วยวิธีต่าง ๆ ) บริษัทเรืองวาจำกัด เริ่มดำเนินกิจการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 25+8 บริษัทซื้อสินค้าเพียงครั้งเดียวในปี 25+8 คือวันที่ 10 ธันวาคม 25+8 ในราคาทุนหน่วยละ 20 บาท ไม่มีการขายสินค้าในปี 25+8 ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมีดังนี้
จำนวนหน่วยของสินค้าปลายปี
31 ธันวาคม 25+8 100

31 ธันวาคม 25+9 ประกอบด้วยสินค้าที่ซื้อเมื่อ :
2 ธันวาคม 25+9 100
20 กรกฎาคม 25+9 50 150
ระหว่างปีมีรายการขายและซื้อเกิดขึ้นดังนี้

ซื้อ ขาย
15 มีนาคม 300 หน่วย ๆ ละ 24 บาท 10 เมษายน 200
20 กรกฎาคม 300 หน่วย ๆ ละ 25 บาท 20 สิงหาคม 300
4 กันยายน 200 หน่วย ๆ ละ 28 บาท 18 พฤศจิกายน 150
2 ธันวาคม 100 หน่วย ๆ ละ 30 บาท 12 ธันวาคม 200
บริษัทใช้วิธีสินค้าคงเหลือแบบสิ้นงวด
ให้ทำ คำนวณหาสินค้าคงเหลือสิ้นงวด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25+9 ตามวิธี (1) FIFO (2) LIFO
และ (3) ถัวเฉลี่ย

Popular Posts