MBA

We constantly research and disseminate knowledge to prepare graduate students to be leaders at the community, national and international levels.

Facebook is a social utility that connects people with friends and others who work, study and live around them. People use Facebook to keep up with friends

Custom Search

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แนวความคิดหลักทางการตลาด ((Core markettiing conceptts)

การตลาดเป็นการตอบสนองความจาเป็นและความต๎องการ ตลอดจนความต๎องการซื้อของผู๎บริโภค เมื่อผู๎บริโภคได๎รับผลิตภัณฑ์แล๎ว สิ่งนั้นยํอมมีคุณคำและสร๎างความพึงพอใจให๎กับผู๎บริโภคเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ โดยใช๎กระบวนการแลกเปลี่ยน ซื้อขายผลิตภัณฑ์นั้น โดยมีการสร๎างสัมพันธ์ทางการตลาดอยำงเป็นระบบ ซึ่งจะกํอให๎เกิดทรัพย์สินที่มีคำยิ่งแกํองค์กร และมีลักษณะเป็นวัฏจักรหมุนวนไปเรื่อยๆไมํมีที่สิ้นสุด ซึ่งนักการตลาดต๎องมีความชานาญในการศึกษาวิเคราะห์ เพื่อหาสิ่งที่มีคุณคำมาสนองความต๎องการของผู๎บริโภค จึงเกิดกระบวนการของแนวความคิดหลักทางการตลาดขึ้น

คุณค่าในสายตาของลูกค้า ความพึงพอใจของลูกค้า และคุณภาพ
1 คุณค่าในสายตาของลูกค้า (Customer value) ผลิตภัณฑ์ที่นักการตลาดเสนอขายจะต๎องมีคุณคำในสายตาของลูกค๎า (Customer value) ซึ่งหมายถึงความแตกตำงระหวำงคุณคำที่ลูกค๎า
ได๎รับจากการเป็นเจ๎าของหรือใช๎ผลิตภัณฑ์ เปรียบเทียบกับต๎นทุนในการได๎มาซึ่งผลิตภัณฑ์นั้นๆ
2 ความพึงพอใจของลูกค้า (Customer satisfaction) ผลิตภัณฑ์ที่นักการตลาดเสนอขาย นอกจากจะต๎องมีคุณคำในสายตาของลูกค๎าแล๎ว ยังจะต๎องทาให๎ลูกค๎าเกิดความพึงพอใจ (Customer satisfaction) ซึ่งเกิดจากคุณคำที่ลูกค๎าได๎รับนั้นตรงหรือสูงกวำคุณคำที่ได๎คาดหวังไว๎
3 คุณภาพ (Quality) การที่ลูกค๎าจะประเมินวำผลิตภัณฑ์มีคุณภาพหรือไมํนั้น จะประเมินจากการที่ผลิตภัณฑ์สามารถสร๎างความพึงพอใจแกํลูกค๎าได๎เพียงใด

การสร้างความสัมพันธ์ทางการตลาด (Relationships marketing) การทาการตลาดในปัจจุบันจะต๎องมุํงเน๎นไปที่การสร๎างสัมพันธภาพทางการตลาด ซึ่งหมายถึงกระบวนการสร๎าง รักษา และการเพิ่มสัมพันธภาพกับลูกค๎า และผู๎มีสํวนได๎สํวนเสีย เชํน พนักงานผู๎ป้อนปัจจัยการผลิต ผู๎กระจายสินค๎า ผู๎ค๎าปลีก ธนาคาร รัฐบาล ชุมชน เป็นต๎น

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วงจรผลิตผล (Productivity Cycle)

  การเพิ่มผลผลิตจะเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นวงจร (Cycle) ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการของวงจรผลิตภาพหรือวงจรการเพิ่มผลผลิต เป็นขั้นตอนดังนี้

          1.      การวัดผลงาน (Measurement)
          2.      การประเมินผลงาน (Evaluation)
          3.      การวางแผน (Planning)
          4.      การปรับปรุงเพื่อเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement)

 ต้นทุนและความสูญเสีย
     องค์การที่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินงานผู้บริหารมักคำนึงถึงกำไร (Profits) เป็นเป้าหมายสูงสุดซึ้งการจะได้กำไรมากน้อยขึ้นอยู่กับราคาขายหรือมูลค่า สินค้าต้องสูงกว่าต้นทุนการผลิต จากสมการ
                      กำไร  =   ราคาขาย - ต้นทุน

1 ต้นทุน  (Cost)  หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปสำหรับทรัพยากรทางการผลิตเพื่อให้เกิดผลิตผล

ต้นทุนการผลิตที่เป็นค่าใช้จ่ายแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
1.      ค่าวัสดุ (Material Cost)
2.      ค่าแรงงาน  (Labor  Cost)
3.      ค่าโสหุ้ย  (Overhead  Cost)

ค่าโสหุ้ย จะประกอบด้วยค่าใช้จ่ายต่างๆ
-  ค่าวัสดุทางอ้อม เช่น ค่าวัสดุเครื่องใช้สำนักงาน ค่าทำความสะอาด ค่าบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น
-  ค่าแรงงานทางอ้อม เช่น ค่ายามรักษาความปลอดภัย ค่าพนักงานทำความสะอาด พนักงานรับโทรศัพท์ เป็นต้น
-  ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ
-  ค่าใช้สอยอื่นๆ
-  ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรและทรัพย์สินอื่น ๆ
-  ค่าใช้จ่ายสวัสดิการ เช่น โบนัส ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ
-  ค่าขนส่ง เป็นต้น

2  ความสูญเสีย (Lost) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปแล้วไม่เกิดผลผลิต บางองค์การอาจใช้คำว่า ความสูญเปล่า (Waste)ในความเป็นจริง  ความสูญเสียหรือความสูญเปล่าก็คือต้นทุนแต่เป็นต้นทุนที่ไม่ก่อผลประโยชน์

ปัญหาของการเพิ่มผลผลิต  ซึ้งทำให้ผลผลิตตกต่ำลงและอาจมีสาเหตุหลายประการซึ้งทำให้เกิดความสูญเสีย   ได้แก่

2.1.      ความสูญเสียในส่วนวัสดุ    เช่น
          -  มากเกินไป สั่งซื้อมามาก ทำให้หมดเงินลงทุน และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ
          -  สูญหาย การวางผิดที่ หยิบใช้โดยไม่ต้องบอก ฯลฯ
          -  ไว้ผิดประเภท จัดซื้อไม่ถูกขนาดหรือ Spec เสียค่าใช้จ่ายมาก ฯลฯ

2.2.      ความสูญเสียในส่วนเครื่องจักร
          -  เก่าชำรุด
          -  สกปรก ขาดการดูแลรักษา
          -  ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ฯลฯ

2.3.      ความสูญเสียในส่วนแรงงาน
          -  ขาดระเบียบวินัย
          -  ขาดการฝึกอบรม
          -  มีทัศนคติที่ไม่ดีในการทำงาน ฯลฯ

2.4.      ความสูญเสียในส่วนกระบวนการผลิตหรือวิชาการทำงาน
          -  ขาดเทคโนโลยี
          -  ไม่มีการพัฒนาควบคุมคุณภาพ ฯลฯ

ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment)

ดุลการชำระเงินอาจจะเกินดุล (Surplus) สมดุล (Balance) หรือขาดดุล (Deficit) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบแต่ละประเภทที่เกี่ยวข้องในบัญชี ดุลการชำระเงิน โดย
-       เกินดุล เมื่อมีการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศมากกว่าการไหลออกของเงินตรา ต่างประเทศ
-       สมดุล เมื่อมีการไหลเข้าของเงินตรา ต่างประเทศเท่ากับการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ
-       ขาดดุล เมื่อมีการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศน้อยกว่าการไหล ออกของเงินตราต่างประเทศดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) = ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) + ดุลบัญชีการเคลื่อนย้ายของทุน ( Capital & Financial Account )

ดุลบัญชีเดินสะพัด = ดุลการค้า + ดุลบริการ + ดุลรายได้และเงินโอน
ดุลการค้า = นำเข้า ส่งออก สินค้า
      • ดุลบริการ นำเข้า ส่งออก บริการ (เช่นเรื่องของการท่องเที่ยว และค่าขนส่ง)
      • ดุลรายได้ และเงินโอน ให้นึกถึงการส่งกลับรายได้จากการไปทำงานในต่างแดน และการโอนเงินบริจาค
      • ดุลบัญชีการเคลื่อนย้ายของทุน เรื่องที่เกี่ยวกับการเดินทางของเงินทุน เช่น ลงทุนในตลาดหุ้น การเอาเงินมาลงทุนเปิดกิจการโรงงาน เป็นต้น
  • ดุลการชำระเงิน = มีมูลค่าเท่ากับการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์เงินสำรองระหว่างประเทศ (ถ้าไม่เท่าจะต้องปรับด้วย ค่าความผิดพลาดคลาดเคลื่อนทางสถิติ)
    นั่นคือ ถ้าดุลการชำระเงินเป็นบวก เงินสำรองระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นด้วยในจำนวนเท่ากัน (แต่ใส่เครื่องหมายลบ เพราะเงินออกจากบัญชีนี้ไปสู่เงินสำรองระหว่างประเทศ)
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หมายถึง ราคาของเงินตราประเทศ 1 หน่วย คิดเทียบกับเงินตราอีกสกุลหนึ่ง เช่น เงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าเทียบกับเงินบาทเท่ากับ 39 บาท เป็นต้น
อัตราแลกเปลี่ยน อาจมีได้หลายอัตรา เช่น
1. อัตราทางการ ( Official Rate ) คือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่กำหนดโดยเจ้าหน้าที่ทางการเงินของ ประเทศ เช่น ประเทศไทยเคยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนทางการเอาไว้ในอัตราดอลลาร์ละ 20 บาท เป็นต้น
2. อัตราตลาด ( Market Rate ) คือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่กำหนดขึ้นจากอุปสงค์และอุปทานของเงิน ตราต่างประเทศที่อยู่ในภาวะดุลยภาพ
3. อัตราตลาดมืด ( Black Market Rate ) คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการกำหนดทางการไว้สูงกว่าอัตราตลาด
**ในกรณีที่เราสามารถแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกันได้อย่างเสรี อัตราแลกเปลี่ยนจะขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศ ซึ่งสามารถอธิบายได้เป็น 2 กรณี คือ
1. ถ้าความต้องการใช้ดอลลาร์มีมากขึ้น แต่จำนวนดอลลาร์มีน้อย ค่าของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินบาทจะสูงขึ้น ส่วนค่าของเงินบาทจะลดลง
2. ถ้าความต้องการใช้ดอลลาร์มีน้อยลง แต่จำนวนดอลลาร์มีมาก ค่าของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินบาทจะต่ำลง ส่วนค่าของเงินบาทจะสูงขึ้น


อุปสงค์ของเงินตราต่างประเทศ คือ ความต้องการการเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ชำระค่าสินค้าที่เราสั่งเข้ามาก ซึ่งการที่อุปสงคาของเงินตราต่างประเทศจะมีมากหรือน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความต้องการใช้จ่ายเงินในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. เพื่อนำไปชำระค่าสินค้าและบริการที่สั่งซื้อจากต่างประเทศ
2. เพื่อนำไปให้ต่างประเทศกู้ยืมหรือซื้อหลักทรัพย์จากต่างประเทศ
3. เพื่อนำมากักตุนเก็งกำไร
4. เพื่อส่งออกไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย

Popular Posts