MBA

We constantly research and disseminate knowledge to prepare graduate students to be leaders at the community, national and international levels.

Facebook is a social utility that connects people with friends and others who work, study and live around them. People use Facebook to keep up with friends

Custom Search

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Liquidation Stock Price และ Going Concern Stock Price


ตัวอย่าง
บริษัทมีหนี้สิน 400 ล้าน มีส่วนของผู้ถือหุ้น 100 ล้าน
ขอให้เพื่อนๆทราบว่า ต้นทุนของเงินประเภทก่อหนี้ เรียกว่า Cost of Debt ใช้ชื่อย่อว่า Kd ในกรณีนี้สมมติว่าเท่ากับ 10 % และต้นทุนของเงินที่ได้จากผู้ถือหุ้น เรียกว่า Cost of Equity ใช้ชื่อย่อว่า Ke ในกรณีนี้สมมุติว่าเท่ากับ 20 %
ตัวเลข 20 % นี้ เป็นความต้องการขั้นต่ำสุดของผู้ถือหุ้น ถ้าผู้บริหารบริษัททำได้ต่ำกว่านี้ นักลงทุนจะขายหุ้นแล้วไปลงทุนที่บริษัทอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

วิธีการคำนวณต้นทุนถัวเฉลี่ยของเงินทุนของบริษัท (WACC-Weighted Average Cost of Capital)

สูตร WACC = [Debt / (Debt + Equity) * Kd ] + [Equity / (Debt + Equity) * Ke ]
ในกรณีตัวอย่างนี้ WACC = 400/500 * 0.10 + 100/500 * 0.20 ซึ่งเท่ากับ 12 % เป็นต้นทุนถัวเฉลี่ยของเงินทุนของบริษัท

ตอนนี้เราจะมาดูกันว่า ถ้าผู้บริหารบริษัทบริหารงาน(หรือ Generate Cash Flow) ได้ในกรณีต่างๆต่อไปนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับ Stock Price
1. กรณี Generate Cash Flow ได้ เท่ากับ ความต้องการของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นพอดี
2. กรณี Generate Cash Flow ได้น้อยกว่าความต้องการของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น
3. กรณี Generate Cash Flow ได้มากกว่าความต้องการของผู้ถือหุ้น (สำหรับเจ้าหนี้ เราจะไม่ให้ดอกเบี้ยมากกว่าที่เจ้าหนี้กำหนด)

คำว่า Stock Price ที่กล่าวถึงนี้ หมายถึง Going Concern Stock Price หมายความว่า เป็นราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งได้มาจากการคำนวณดังนี้
เอา Value of the Firm ใน Going Concern (ย่อว่า Vf- ซึ่งวิธีการคำนวณจะอธิบายด้านล่าง) หักด้วย Value of Debt (ย่อว่า Vd) ซึ่งจะได้เท่ากับ Value of Equity (ย่อว่า Ve) จากนั้นเอาจำนวนหุ้นไปหารจะได้ราคาหุ้น Stock Price ใน Concept Going Concern

ส่วนคำว่า Liquidation Stock Price หมายความว่าราคาหุ้นในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการวันนี้ ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินคืนหุ้นละเท่าไร โดยคำนวณจาก การเอาสินทรัพย์ทั้งหมดไปขายทอดตลาด ได้เงินมาเท่าไรต้องเอาไปชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ก่อน แล้วจึงนำมาแบ่งให้ผู้ถือหุ้น
วิธีการคำนวณหา Value of the Firm ใน Going Concern

ก่อนอื่นเพื่อนๆต้องเข้าใจก่อนว่า Value of Firm ใน Concept Going Concern ก็คือ "มูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของ Cash Flow ที่ Firm ควรจะ Generate ได้ในอนาคต"

จากคำพูดข้างบนนี้เราต้องทราบสูตรง่ายๆที่จะหามูลค่าปัจจุบันกรณีเงินแต่ละงวดเท่าๆกัน(ที่พวกเราเรียนจากอาจารย์รวิวัลย์เมื่อเทอมที่แล้ว) สูตรดังกล่าวคือ = จำนวนเงินงวดที่เข้ามาเท่าๆกันทุกงวด หารด้วย อัตราผลตอบแทน

จำนวนเงินงวดที่เข้ามาเท่าๆกันทุกงวดในที่นี้ก็คือ Cash Flow ที่ Generate ได้ในแต่ละปีนั่นเอง
ส่วนอัตราผลตอบแทน ก็คือ WACC นั่นเอง

ดังนั้น กรณีนี้ ถ้า Cash Flow ที่ Generate ได้เท่ากับปีละ 60 ล้าน และ WACC = 12% จะคำนวณ Value of the Firm (ใน Going Concern) ได้เท่ากับ 60/0.12 = 500 ล้าน

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นความรู้พื้นฐานสำหรับการเรียน Finance ในครั้งต่อๆไปครับ

จากตอนที่แล้วพูดถึงผลกระทบต่อ Stock Price ใน 3 กรณี ซึ่งจะอธิบายได้ดังนี้

กรณีที่ 1 ถ้า Generate Cash Flow ได้ เท่ากับ ความต้องการของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นพอดี

ปีที่1 ปีที่2 ปีที่ n
Interest (Kd=10%) 40 40 40
Dividend(Ke=20%) 20 20 20
จำนวน Cash Flow ที่ควรจะ Generate ได้แต่ละปี 60 60 60
ถ้า Firm ทำได้เท่ากับ 60 ล้านต่อปีพอดี
ก็จะคำนวณ Value of the Firm = 60/0.12 = 500 ล้าน
สามารถนำมาคำนวณ Going Concern Stock Price ได้ดังนี้ (500-400)/10 = หุ้นละ 10
400 คือ Value of Debt ; 10 ที่นำไปหารคือจำนวนหุ้นทั้งหมด

จากนั้นเรามาดู Liquidation Stock Price (ใครยังไม่ทราบว่าคืออะไรให้ย้อนกลับไปอ่านตอนต้นๆข้างบนนี้)
พบว่า Liquidation Stock Price ก็เท่ากับ 10 บาทเหมือนกัน (คำนวนได้จากเอา Total Asset ตั้ง หักด้วย Debt เหลือเท่าไรเอาไปให้ผู้ถือหุ้นแบ่งกัน ปรากฎว่าแบ่งได้หุ้นละ 10 บาทเท่ากับราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาด (Going Concern Stock Price พอดี)
นั่นหมายความว่าผู้บริหารยังไม่ได้ Maximized Shareholders' Wealth เพียงแต่ทรงๆเอาไว้ไม่โดยไม่ทำลาย Wealth ของผู้ถือหุ้น เพราะว่าบริหารงานโดยทำให้ราคาหุ้นในตลาด(Going Concern Stock Price)เท่ากับส่วนแบ่งของผู้ถือหุ้นเมื่อเลิกกิจการ( Liquidation Stock Price)พอดี

กรณีที่ 2 ถ้าผู้บริหาร Generate Cash Flow ได้น้อยกว่าความต้องการของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น

เช่น ผู้ถือหุ้นต้องการ 20% แต่ Firm ทำได้แค่ 15%

ดังนั้นจากข้อมูลเดิม (ดูในกรณีที่ 1) Firm นี้สามารถ Generate Cash ได้เพียงปีละ 55 ล้านเท่านั้น เมื่อนำมาคำนวณหา Vf ใน Going Concern
จะได้เท่ากับ 55/0.12 เท่ากับ 458.33 ล้าน เมื่อนำมาคำนวณหา Going Concern Stock Price จะได้เท่ากับ (458.33-400)/จำนวนหุ้นคือ 10 ล้านหุ้น จะได้ราคาหุ้นเท่ากับ 5.83 บาท แต่ในขณะเดียวกัน Stock Price ใน Liquidation เท่ากับ 10 บาทเหมือนเดิม จะเห็นว่า ในกรณีที่ 2 นี้ Stock Price ใน Going Concern จะต่ำกว่า Stock Price ใน Liquidation นี่คือคำตอบว่า "หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าบริษัทไหน ราคาที่ trade อยู่ใน
ตลาดหลักทรัพย์ต่ำกว่าราคา Liquidation นั่นแสดงว่า Time Interest of Return ต่ำกว่าที่ผู้ถือหุ้นต้องการ"

*** วิธีที่จะ Maximized Shareholders' Wealth คือ ทำให้ Time Interest of Return สูงกว่าที่ผู้ถือหุ้นต้องการนั่นเอง ****

หรือมองในอีกมุมหนึ่ง

บริษัทนี้ เอาเงินเจ้าหนี้มา 400 ล้าน เอาเงินจากผู้ถือหุ้นมา 100 ล้าน มาลงทุนในสินทรัพย์จำนวน 500 ล้าน ต้นทุนถัวเฉลี่ยของเงินทุน (WACC) เท่ากับ 12%
สมมุติว่าบริษัทนี้ Generate Cash Flow ปีละ 60 ล้าน บริษัทนี้ใช้เงินลงทุน 500 ล้าน เพราะฉะนั้นคิดเป็นผลตอบแทนปีละ 60/500*100 = 12% เท่ากับต้นทุนของเงินทุนพอดี จึงทำให้ Stock Price ใน Going Concern เท่ากับ Stock Price ใน Liquidation

แต่ถ้าเปลี่ยนตัวเลขว่า บริษัทนี้ Generate Cash Flow ได้ปีละ 55 ล้าน คือผลตอบแทนจากการลงทุนเท่ากับ 55/500*100 = 11% คือได้ไม่ถึงต้นทุนของเงินทุนคือ 12 % จึงทำให้ราคา Stock ที่ซื้อขายกัน ต่ำกว่าราคา Stock เมื่อเลิกกิจการ

แต่ถ้าเปลี่ยนตัวเลขเป็น Generate Cash Flow ได้ 70 ล้าน คือผลตอบแทนจากการลงทุนจะมากกว่าต้นทุนของเงินลงทุน ดังนั้นราคา Stock จึงสูงกว่าราคา Liquidation **นี่คือวิธีการ Maximized Stock Price **

สรุปได้ว่า ** เวลาเราทำการลงทุนใดๆ Return ของ Project จะต้องสูงกว่า Cost of Capital เสมอ **

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

การบริหารความเสี่ยงกับการพัฒนาองค์กร


ความเสี่ยง คือ อะไร ?
ความเสี่ยง คือ โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาด ความเสียหาย การรั่วไหล ความสูญเปล่า หรือเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ที่ทำให้งานไม่ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนด หรือ ความเสี่ยง คือ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นและมีผลต่อการบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้ ความเสี่ยงนี้จะถูกวัดด้วยผลกระทบที่ได้รับและความน่าจะเป็นของเหตุการณ์
ภาษาง่ายๆ ความเสี่ยง คือ สิ่งต่างๆ ที่อาจกีดกันองค์กรจากการบรรลุวัตถุประสงค์เป้าหมาย ความเสี่ยงทำให้เราไม่บรรลุวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ที่เรากำลังทำเป็นประจำเรียกว่า Operational Risk ทางด้านยุทธศาสตร์ (Strategy) ทางด้านการแข่งขัน (Competitive) ทั้งหมดอยู่ที่ว่า อะไรเป็นวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์อยู่ที่เรากำหนดว่าเราจะสนใจเรื่องอะไร เวลาปกติของการทำแผนเราจะดูที่เรื่องของความประสบผลสำเร็จ หากดูเรื่องของความเสี่ยงจะดูที่เรื่องปัญหาอุปสรรคหรืออะไรคือ ตัวขวาง
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง
- ระบบงานขององค์กร
- บุคลากร
- การเงินการคลัง
- การเมืองเศรษฐกิจ
- การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
- ลูกค้า หรือผู้รับบริการ
- สภาพการแข่งขัน
แหล่งที่มาของความเสี่ยง
ความเสี่ยง ภายในองค์กร เช่น
- สถานที่ทำงานที่ไม่ปลอดภัย
- ระบบบัญชีที่ไม่น่าเชื่อถือ
- วัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เอื้อต่อการสร้างประสิทธิภาพการทำงาน
- การฝึกอบรมพนักงานที่ไม่เพียงพอ
- ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest)

ความเสี่ยงภายนอกองค์กร เช่น
- การเปลี่ยนแปลงในกฎหมาย
- การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
- กระแสโลกาภิวัฒน์
- เสถียรภาพทางการเมือง
- การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภค
- กระแสสังคม สิ่งแวดล้อม
- การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
ขั้นตอนการบริหารความเสี่ยงอย่างง่าย 5 ข้อ ได้แก่
1. การกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective Establishment)
2. การระบุความเสี่ยง (Risk Identification)
3. การประเมินความเสี่ยง(Risk Assessment)
4. การสร้างแผนจัดการ(Risk Management Planning)
5. การติดตามสอบทาน (Monitoring & Review)
การที่จะทำแผนรับมือความเสี่ยงมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับว่า เรามีความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงแค่ไหน หากเรามีความเสี่ยงสูง อาทิเช่น ในเรื่องของงบประมาณ เป็นความเสี่ยงทางด้านการปฏิบัติ ความเสี่ยงของการที่จะของบประมาณเป็นความเสี่ยงทางด้านการปฏิบัติงาน
ดังนั้น ปัจจัยการบริหารความเสี่ยง คือการกำหนดเหตุไม่พึงประสงค์ และวางแผนกำจัดเหตุที่ไม่พึงประสงค์หรือผ่อนหนักให้เป็นเบาเพื่อรับความเสี่ยงน้อยที่สุด
ประเด็นที่จะกำหนดและควบคุมความเสี่ยง จุดแรกคือ ถามตัวเองก่อนว่า เรายอมรับความจริงได้หรือไม่ว่ามีความเสี่ยง ความเสี่ยงอะไรที่ควบคุมได้แล้วจึงเอาสิ่งนั้นมาวิเคราะห์ต่อ
ในการวิเคราะห์ความเสี่ยง จึงควรตอบคำถาม 7 คำถามให้ได้ คือ
Q1 ท่านมีความฝัน ความหวังอะไรที่ต้องบรรลุให้ได้อยู่บ้างหรือไม่
Q2 ท่านมีความกังวลใจอะไรบ้าง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ ปัญหา อุปสรรคที่จะทำให้ท่านไม่บรรลุความสำเร็จที่ตั้งไว้
Q3 ท่านได้เตรียมการณ์ใดเพื่อป้องกัน สาเหตุของเหตุการณ์เหล่านั้นบ้างแล้วหรือไม่
Q4 ท่านคิดว่าการเตรียมการเหล่านั้นถ้ามีสิ่งที่เล็ดลอดได้จะน่ากังวลใจเพียงใด
Q5 ท่านจะทราบได้อย่างไรว่า เหตุการณ์ ปัญหา อุปสรรค จำนวนมากนั้น ควรจะนำสิ่งใดมาพิจารณา
Q6 ท่านคิดว่าจำเป็นต้องมีแนวทาง วิธีการ เพิ่มเติมในการรับมือ เหตุการณ์หรือผลที่ เล็ดลอดมา อีกหรือไม่ อย่างไร
Q7 ท่านจะทราบได้อย่างไรว่า เหตุการณ์นั้นได้เกิด หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดมากน้อยหรือไม่เพียงไร
หากผู้บริหารองค์กรมองเห็นปัญหาอุปสรรค ซึ่งปัญหาอุปสรรคก็อาจเป็นความเสี่ยงได้ การจัดการความเสี่ยงให้หมดไปหรือให้มีเหลือน้อยที่สุด จึงควรนำปัญหาอุปสรรคมาจัดลำดับจากมากไปหาน้อยและวิเคราะห์สาเหตุ แนวทางแก้ไข
การร่วมกันระหว่างผู้บริหาร (คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง) กับบุคลากรในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและแนวทางแก้ไข จะทำให้มีความเข้าใจตรงกัน เพราะการวิเคราะห์ความเสี่ยง ผู้บริหารและบุคลากรอาจมองต่างมุมกัน บนพื้นฐานความคิดที่ต่างกัน
ความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง
การนำกระบวนการบริหารความเสี่ยงมาใช้ในองค์กร จะช่วยเป็นหลักประกันในระดับหนึ่งว่าการดำเนินการต่าง ๆ ขององค์กร จะมีการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากการบริหารความเสี่ยงเป็นการทำนายอนาคตอย่างมีเหตุมีผล มีหลักการและหาทางลดหรือป้องกันความเสียหายในการทำงานแต่ละขั้นตอนไว้ล่วงหน้า หรือในกรณีที่พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด โอกาสที่จะประสบกับปัญหาน้อยกว่าองค์กรอื่นหรือหากเกิดความเสียหายขึ้น ก็จะเป็นความเสียหายที่น้อยกว่าองค์กรที่ไม่มีการนำกระบวนการบริหารความเสี่ยงมาใช้ เพราะได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ในขณะที่องค์กรอื่นที่ไม่เคยมีการเตรียมการหรือไม่มีการนำแนวคิดของกระบวนการบริหารความเสี่ยงมาใช้ เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตขึ้น องค์กรเหล่านั้นจะประสบกับปัญหาและความเสียหายที่ตามมาโดยยากที่จะแก้ไข ดังนั้นการนำกระบวนการบริหารความเสี่ยงมาช่วยเสริมร่วมกับการทำงาน จะช่วยให้ภาระงานที่ปฏิบัติการอยู่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และป้องกันโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงและปัญหาที่จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน
การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการองค์กร เป็นเรื่องส่วนรวมที่ทุกคนในองค์กร ตั้งแต่คณะกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง จนถึงพนักงานทุกคนควรได้มีส่วนร่วมในการ วิเคราะห์ในเชิงลึก เชิงบูรณาการ และเชื่อมโยงสัมพันธ์กับการกำหนดกลยุทธ์ นโยบาย แผนงาน แผนปฏิบัติการ กิจกรรมขององค์กร ซึ่งการบริหารความเสี่ยงที่ดีจะเป็นการวัดความสามารถและการดำเนินงานของบุคลากรภายในองค์กร
องค์กรที่มีการบริหารจัดการที่ดี จะต้องดำเนินงานบนพื้นฐานของ 3 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ การตรวจสอบภายใน (Internal Audit) การควบคุมภายใน (Internal Control) และการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ซึ่งสอดคล้องกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ประโยชน์จากการบริหารความเสี่ยง
1. เป็นการสร้างฐานข้อมูลความรู้ที่มีประโยชน์ต่อการบริหารและการปฏิบัติงานในองค์กร การบริหารความเสี่ยงจะเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับผู้บริหารในการตัดสินใจด้านต่าง ๆ เนื่องจากการบริหารความเสี่ยง เป็นการดำเนินการซึ่งตั้งอยู่บนสมมุติฐานในการตอบสนองต่อเป้าหมายและภารกิจหลักขององค์กร
2. ช่วยสะท้อนให้เห็นภาพรวมของความเสี่ยงต่าง ๆ ที่สำคัญได้ทั้งหมด การบริหารความเสี่ยงจะทำให้พนักงานภายในองค์กรมีความเข้าใจถึงเป้าหมายและภารกิจหลักขององค์กร และตระหนักถึงความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อองค์กรได้อย่างครบถ้วน ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงที่มีเหตุทั้งจากปัจจัยภายในองค์กร และจากปัจจัยภายนอกองค์กร
3. เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารงาน การบริหารความเสี่ยงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถมั่นใจได้ว่าความเสี่ยงได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมและทันเวลา รวมทั้งเป็นเครื่องมือที่สำคัญของผู้บริหารในการบริหารงาน และการตัดสินใจในด้านต่างๆ เช่น การวางแผน การกำหนดกลยุทธ์ การติดตามควบคุมและวัดผลการปฏิบัติงาน ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กร
4. ช่วยให้การพัฒนาองค์กรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การบริหารความเสี่ยงทำให้รูปแบบการตัดสินใจในการปฏิบัติงานขององค์กรมีการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การตัดสินใจโดยที่ผู้บริหารมีความเข้าใจในกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ขององค์กร และระดับความเสี่ยงอย่างชัดเจน
5. ช่วยให้การพัฒนาการบริหารและจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างเหมาะสม โดยพิจารณาถึงระดับความเสี่ยงในแต่ละกิจกรรมและการเลือกใช้มาตรการในการบริหารความเสี่ยง

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552

Introduction

การลงทุน ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างยาว มีระดับของความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำกว่าการเก็งกำไร เป็นการเสียสละเงินใน
ปัจจุบันเพื่อที่จะให้ได้เงินในอนาคตที่มากกว่า แต่ต้องเสียเวลาให้ผลของการลงทุนสัมฤทธิ์ผล เกี่ยวข้องกับ เวลาและความเสี่ยง
(Involve time & risk)
การเก็งกำไรใช้ระยะเวลาสั้น ประมาณ 1 – 2 อาทิตย์ เป็นการใช้ประโยชน์จากการคาดคะเน การเปลี่ยนแปลงใน
สินทรัพย์ อาจเป็นการเก็งกำไรในหุ้น ในวัสดุต่าง ๆ การเก็งกำไรมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุน ผลตอบแทนสูงกว่า
Defining on Investment คนที่ลงทุนได้จ่ายเงินออกไปแล้วรอเวลาให้สัมฤทธิ์ผลในอนาคต เกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องคือ
1. ระยะเวลาที่จะต้องรอ
2. เงินเฟ้อ ถ้าเกิดเงินเฟ้อจะต้องมีการบวกอัตราเงินเฟ้อเข้าไป
3. ความไม่แน่นอนของการที่จะได้รับการคืนทุนในอนาคต
Capital Gain กำไรส่วนทุน เช่น ขาย 80 ซื้อ 50 กำไร 30 เราเรียกกำไรนี้ว่า Capital Gain มักใช้กับ
Financial Asset คือเป็นการได้กำไรจากตราสาร ถ้าเป็นการประกอบธุรกิจธรรมดาจะเรียกว่า Profit
ในการลงทุนผู้ลงทุนจะต้องคาดหวังผลตอบแทนที่ได้ว่าจะได้เท่าไร จะต้องกำหนด Required Rate of Return
เงินลงทุนในหุ้นของบริษัท A คาดหวังว่าจะได้ Return 12% โดย Return ของตลาดอาจอยู่ที่ 10% แต่เนื่องจากบริษัท
A มีระดับความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนทั่วไป เพราะฉะนั้นเราอาจจะวัดได้ด้วยค่า beta (ดัชนีที่จะวัดค่าความเสี่ยงของตลาด)
การลงทุนแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. Real Investment เป็นการลงทุนในสินทรัพย์โดยทั่ว ๆ ไป เช่น ลงทุนในที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ เครื่องประดับ
แสตมป์
2. Financial Investment เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน ลงทุนในหลักทรัพย์ (ตราสารทางการเงิน)
การลงทุนในหลักทรัพย์หลาย ๆ อย่าง เรียกว่า เป็น Portfolio หมายถึงหลักทรัพย์ที่อยู่ในครอบครองของเรา อาจมี
ตั้งแต่ 2 หลักทรัพย์ขึ้นไป อาจมีการเพิ่มหรือลด ในช่วงที่เราถือครองอยู่ก็ได้ ในการลงทุนในหลักทรัพย์ต้องพิจารณาว่ามีระดับของ
ความเสี่ยงสอดคล้องกับ ผลตอบแทนหรือไม่สอดคล้อง จะต้อง Adjust ให้เหมาะสม
- Primary Market เป็นตลาดสำหรับหลักทรัพย์ที่ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก เป็นแหล่งระดมเงินทุน ทำให้เกิด
รายได้ ทำให้เศรษฐกิจเติบโต ประเทศต่าง ๆ จึงได้เน้นให้มีตลาดหลักทรัพย์เพื่อที่จะทำให้มีการพัฒนาตลาดทุน
ประเทศก็จะมั่งคั่ง
- Secondary Market เป็นตลาดที่มาสนับสนุนตลาดแรกให้มีการหมุนเวียนให้หลักทรัพย์ที่มีอยู่ในตลาดให้มี
สภาพคล่อง คือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้สะดวกรวดเร็ว เพื่อให้ผู้ซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกมีความเชื่อมั่นว่าสามารถ
เปลี่ยนรูปเป็นเงินได้เร็ว ตัดสินใจซื้อในตลาดได้ง่ายขึ้น
1. The Investment Environment (สภาพแวดล้อมในการลงทุน)
• Securities (หลักทรัพย์) คนที่ถือหลักทรัพย์จะมีสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับผลตอบแทนในอนาคต โดยอาจมี
เงื่อนไขหรือความเสี่ยงแต่ก็ยอมที่จะเสี่ยง ขึ้นอยู่กับว่าเป็นหลักทรัพย์ประเภทอะไร มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท
ผู้ออก พวกหุ้นกู้พันธบัตร หรือมีฐานะเป็นเจ้าของกิจการ พวกหุ้นปุริมสิทธิ์ หุ้นสามัญ
• Holding Period Return (ผลตอบแทนจากการลงทุน) วัดได้จากสมการ
= มูลค่าของหลักทรัพย์เมื่อสิ้นสุดการลงทุน - มูลค่าของหลักทรัพย์เมื่อเริ่มต้นลงทุน
มูลค่าของหลักทรัพย์เมื่อเริ่มต้นลงทุน
การวัด Return เพื่อให้ทราบคุณค่าหรือไม่กับการลงทุน และไปเปรียบเทียบกับการลงทุนในลักษณะอื่นว่าจะได้
ผลตอบแทนอย่างไร
1.1. Treasury Bills เป็นการลงทุนในตั๋วเงินคลัง เป็นหลักทรัพย์ของรัฐบาล เป็นหลักทรัพย์ของรัฐบาล ให้
คนที่สนใจประมูล ปกติจะเป็นสถาบันการเงิน ไม่มีดอกเบี้ย คนที่ประมูลได้ราคาสูงสุดจะได้ไป วัดผลตอบแทนเป็น
ผลต่าง ไถ่ถอนประมูลได้
1.2. Long Term Bonds มักมีเวลาค่อนข้างนานเป็นหลักทรัพย์ที่มีรายได้คงที่ มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่
แน่นอน
หุ้นกู้ (Debenture Bonds) มีลักษณะแตกต่างจาก Bond ทั่วไปคือ
- Bond ทั่วไป หลักทรัพย์ที่ค้ำประกันไม่มีเฉพาะเจาะจงเหมือน Bond ซึ่งมีที่ดิน อาคาร จำนอง เป็นประกันของการ
ออก Bond เมื่อเวลาบริษัทที่ออก Bond ไม่สามารถชำระเงินต้นหรือออกเบี้ย คนถือก็จะสามารถฟ้องบังคับคดีได้ ซึ่งเมื่อชนะ
คดีแล้วก็จะมีปุริมสิทธิ์เหนือเจ้าหนี้คนอื่น ๆ เมื่อล้มละลาย เจ้าหนี้ที่มีปุริมสิทธิ์ก็จะได้รับการคืนทุนก่อนเจ้าหนี้ทั่วไป
- Debenture Bonds (หุ้นกู้) จะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในการออกหุ้นกู้ จะใช้ทรัพย์สินทั่วๆ ไป มาค้ำประกัน
เพราะฉะนั้น ปุริมสิทธิ์เหนือเจ้าหนี้อื่น ๆ จึงไม่มี บริษัทที่ออก Debenture ได้จะต้องมีฐานะการเงินดีกว่าบริษัทที่ออก Bond
ประเด็นสำคัญของ Bond มีดังนี้ คือ
1. จะต้องมีราคา Par คือราคาตามมูลค่า
2. จะต้องมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ว่าจะชำระกันอย่างไร เช่น 6% ต่อปี, 10% ต่อปี จ่ายทุก ๆ 6 เดือน ฯลฯ
3. กำหนดอายุวันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date)
สิ่งที่ชี้ชัดว่าเป็นหุ้นกู้หรือพันธบัตรก็คือ ดอกเบี้ย
1.3. Common Stocks หุ้นสามัญ มีฐานะเป็นเจ้าของกิจการอย่างแท้จริง จะต้องเสี่ยงต่อการได้กำไรหรือขาดทุน
ในการดำเนินธุรกิจ หุ้นสามัญจะได้รับผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน เวลาคำนวณผลตอบแทนจะต้องคำนวณจากราคา Par เสมอ
ผู้ถือหุ้นสามัญจะได้รับผลตอบแทนในรูปเงินปันผล ในรูปของ Capital Gain และอาจจะได้รับผลตอบแทนที่ไม่ได้
เป็นตัวเงิน แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์หรือสิทธิพิเศษอื่น ๆ เช่น อาจได้เป็นกรรมการ
2. ความเสี่ยง คือความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ที่เราไม่พึงปรารถนา
Unfavorable Outcome คือความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ที่เราไม่พึงประสงค์ ในการลดความเสี่ยง (Diversify
Risk) ความเสี่ยงที่เราสามารถจะลดได้ โดยการกระจายการลงทุนนั้นจะเป็นความเสี่ยงประเภท
- Unsystematic Risks เป็นความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ เกิดขึ้นเฉพาะตัวของหลักทรัพย์นั้น เช่น ไฟไหม้ ระเบิด
น้ำท่วม เช่น บริษัทขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลจะมีความเสี่ยงเรื่องดินฟ้าอากาศ
- Systematic Risks เป็นความเสี่ยงที่เป็นระบบ เช่น ภาวะเงินเฟ้อ ภาวะสงคราม การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
อย่างรวดเร็ว การจราจล
3. Security Market ตลาดหลักทรัพย์เป็นตลาดของการลงทุนในระยะยาวแบ่งได้ 2 อย่าง คือ
1. แบ่งตามการขาย
- Primary Market คือการขายหลักทรัพย์ในครั้งแรก
- Secondary Market คือการขายในครั้งต่อ ๆ ไป
2. แบ่งตามระยะเวลา สามารถแบ่งได้เป็น 2 อย่าง คือ
- Money Market (ตลาดเงิน) ใช้เวลาไม่ถึงปี เช่น การกู้ยืมระยะสั้น ฯลฯ
- Capital Market (ตลาดทุน) ใช้เวลามากกว่า 1 ปี เช่น การลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นปุริมสิทธิ์ ฯลฯ

Popular Posts