MBA

We constantly research and disseminate knowledge to prepare graduate students to be leaders at the community, national and international levels.

Facebook is a social utility that connects people with friends and others who work, study and live around them. People use Facebook to keep up with friends

Custom Search

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

บทที่ 4ตลาดการเงิน สถาบันการเงิน และอัตราดอกเบี้ย

ตลาดการเงิน (Financial Markets) คือ สถานที่ซึ่งบุคคลและองค์การต่าง ๆ ที่ต้องการกู้เงินมาพบกับ
ผู้ที่มีเงินให้กู้
ประเภทของตลาดการเงิน
ลำดับ ตลาด ลักษณะตลาด
1 Physical asset market (Tangible, Real asset markets) ซื้อ – ขาย สินทรัพย์ที่มีตัวตน เช่น ที่ดิน อาคาร
Financial asset market ซื้อ – ขาย หุ้นสามัญ, หุ้นกู้, พันธบัตร, ตราสารอนุพันธ์
2 Spot market ซื้อ – ขาย สินทรัพย์ที่ ส่งมอบ กันทันที
Future market ซื้อ – ขาย สินทรัพย์วันนี้แต่ ส่งมอบ กันในอนาคต
3 Money market (ตลาดเงิน) ซื้อ – ขาย หลักทรัพย์ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี เช่น ตั๋วเงินคลัง
Capital market (ตลาดทุน) ซื้อ – ขาย หลักทรัพย์ที่มีอายุเกิน 1 ปี เช่น หุ้นสามัญ, หุ้นกู้
พันธบัตรรัฐบาล
4 Primary market (ตลาดแรก) ซื้อ – ขาย หลักทรัพย์ที่ออกจำหน่ายครั้งแรก
Secondary market (ตลาดรอง) ซื้อ – ขาย หลักทรัพย์ระหว่างกันหลังจากที่ออกจำหน่ายครั้งแรกแล้ว
5 Initial Public Offering market (IPO) เป็นตลาดย่อยของตลาดแรก เสนอขายหุ้นให้กับมหาชน
Private market ซื้อ – ขาย หลักทรัพย์ โดยตรง แก่สถาบัน / บุคคลซึ่งได้กำหนดไว้แล้ว
Public market ซื้อ – ขาย หลักทรัพย์แก่มหาชน
6 Mortgage market ตลาดที่เกี่ยวกับการจำนองสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง เช่น
ที่ดิน อาคาร
7 Consumer credit market ตลาดที่ให้เช่าซื้อเพื่อเกี่ยวกับการให้กู้เพื่อซื้อ, เพื่อท่องเที่ยว
8 World, national, regional and local market เป็นตลาดที่แบ่งขนาดตามขอบเขตการดำเนินของแต่ละบริษัท เช่น กู้ยืมเงินต่างประเทศ ก็เป็น World market

สถาบันการเงิน (Financial Institutions) คือ สถาบันที่ทำหน้าที่รวบรวมเงินออมจากผู้มีเงินออม แล้วนำไปจัดสรรให้แก่ผู้ที่ต้องการใช้เงิน รวมถึงการอำนวยความสะดวกในตลาดการเงิน เช่น การเป็นตัวกลางทำหน้าที่ ซื้อ – ขายหลักทรัพย์ เป็นต้น
ตลาดหลักทรัพย์ (The Stock Market) เป็นสถาบันที่เด่นที่สุดในตลาดรอง (Secondary market) แบ่งเป็น
1. ตลาดหลักทรัพย์แบบมีระบบ (Organized Security Exchanges) คือ ตลาดหลักทรัพย์ที่สถานที่ตั้งแน่นอน มีสมาชิกจำกัดจำนวน มีห้องค้า เพื่อทำการซื้อ – ขาย
2. ตลาดหลักทรัพย์แบบไม่มีระบบ (Over –The – Counter : OTC)

ต้นทุนของเงิน (The Cost of Money)
- ต้นทุนของหนี้สิน  ดอกเบี้ย
- ต้นทุนของส่วนของเจ้าของ  เงินปันผลและกำไรจากการขายหุ้น
***องค์ประกอบของอัตราดอกเบี้ยของตลาด***


โดย k อัตราที่ผลตอบแทนที่กำหนดไว้ หรือ อัตราดอกเบี้ยที่ต้องการ
k* อัตราดอกเบี้ยที่ปราศจากความเสี่ยงและไม่รวมอัตราเงินเฟ้อ
IP ส่วนชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ
kRF อัตราดอกเบี้ยของหลักทรัพย์รัฐบาล = k* + IP (RF = Risk-Free Rate)
DRP ส่วนชดเชยความเสี่ยงจากการไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
LP ส่วนชดเชยความเสี่ยงจากสภาพคล่อง
MRP สวนชดเชยความเสี่ยงจากระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน
อธิบาย
IP มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยมาก เพราะ ทำให้กำลังซื้อและอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง เป็นอัตรา
เงินเฟ้อเฉลี่ยที่คาดไว้ตลอดอายุหลักทรัพย์
DRP ถ้า DRP เพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นด้วย
LP สภาพคล่อง หมายถึง การเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วในราคาตลาดที่ยุติธรรม ดังนั้น ถ้าหลักทรัพย์ใด
ขายได้ช้า อัตราดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นด้วย
MRP หลักทรัพย์ระยะยาวจะมีความเสี่ยงเนื่องจากระยะเวลา เพราะเมื่อดอกเบี้ยในท้องตลาดสูงขึ้น
พันธบัตรระยะยาวจะมีราคาลดลง เรียกว่า ความเสี่ยงเนื่องจากอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น หลักทรัพย์
ระยะยาวจึงมี MRP สูงกว่าหลักทรัพย์ระยะสั้น
ความเสี่ยงของหลักทรัพย์แต่ละประเภท
ประเภทหลักทรัพย์ IP DRP LP MRP
หลักทรัพย์รัฐบาลระยะสั้น 
หลักทรัพย์รัฐบาลระยะยาว  
หลักทรัพย์เอกชนระยะสั้น   
หลักทรัพย์เอกชนระยะยาว    










ปัจจัยที่กำหนด Yield Curve
พันธบัตรรัฐบาล  เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลไม่มีความเสี่ยง DRP และ LP จึงได้สมการ ดังนี้


พันธบัตรเอกชน  เนื่องจากพันธบัตรของเอกชนมีความเสี่ยงครบทุกตัว จึงได้สมการ ดังนี้


ตัวอย่าง
พันธบัตรรัฐบาล อายุ 7 ปี ให้ kt* = 3% อัตราเงินเฟ้อในปีนี้ = 3 % ปีหน้า = 4 % ปีต่อ ๆ ไป = 3.5 %
MRPt = 0.0005 (t-1) โดย t = จำนวนปีครบกำหนดไถ่ถอน
ให้หาอัตราผลตอบแทนที่ต้องการ
วิธีทำ
จากสมการ kt = kt* + IPt + MRPt
kt* = 0.03
IPt = 0.03 + 0.04 + 5(0.035) = 0.035
7
MRPt = 0.0005 (7-1) = 0.003
 kt = 0.03 + 0.035 + 0.003 = 0.068 = 6.8% Ans

การลงทุนในต่างประเทศ
1. Country Risk คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนหรือการดำเนินธุรกิจในแต่ละประเทศ ความเสี่ยงประเภทนี้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของแต่ละประเทศ
2. Exchange Rate Risk คือ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย
1. นโยบายของธนาคารกลาง
2. นโยบายการคลัง คือ นโยบายเกี่ยวกับรายรับ – รายจ่ายของรัฐบาล ว่าจะเกินดุล หรือ ขาดดุล
3. ระดับกิจกรรมทางธุรกิจ
4. ปัจจัยด้านต่างประเทศ เช่น ถ้าประเทศขาดดุลการค้า ก็จะต้องหาเงินมาชดเชย โดยการกู้ยืม เมื่อต้องกู้ยืมเงินเพิ่มอัตราดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้น เป็นต้น

บทที่ 2 งบการเงิน กระแสเงินสด และภาษี

รายงานประจำปี คือ รายงานที่จัดทำโดยบริษัทให้แก่ผู้หุ้น ประกอบด้วย
1.รายงานงบการเงิน ...จะแสดงว่าในรอบปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยปกติงบการเงิน (Financial statements) จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท
1) งบดุล (Balance sheet) คือ งบแสดงฐานะการเงินของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่ง ประกอบด้วย 2 ส่วน 1.สินทรัพย์ (การใช้ไปของเงิน) 2.หนี้สินและส่วนของเจ้าของ (แหล่งที่มาของเงิน)
2) งบกำไรขาดทุน (Income statement) คือ งบแสดงผลการดำเนินงานสำหรับงวดเวลาหนึ่ง
3) งบกำไรสะสม (Statement of Retained Earnings) คือ งบแสดงว่ากิจการมีกำไรสะสมคงเหลือต้นงวด บวกกำไรสุทธิสำหรับงวด หักเงินปันผลจ่าย คงเหลือกำไรสะสม ฯ วันปลายงวดตามที่ปรากฏในงบดุล
4) งบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flows) คือ งบที่แสดงการเปลี่ยนแปลงสถานะเงินสดของกิจการ
2. รายงานความคิดเห็นของผู้บริหาร ...เพื่อชี้แจงถึงผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และแนวโน้มในอนาคตของบริษัทว่าจะไปในทางใด
MVA : Market Value Added…การวัดผลการดำเนินงานของผู้บริหาร ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทโดยผู้บริหารพยายามทำให้ผลแตกต่างของมูลค่าตามราคาตลาดในส่วนของเจ้าของกับเงินทุนที่จัดหามาจากนักลงทุนในส่วนของเจ้าของนั้นสูงสุด หาได้จากสมการ MVA = Market value of equity – Equity capital supplied by investors
= (Shares outstanding)(Stock price) – Total common equity
EVA: Economic Value Added…จะเน้นถึงประสิทธิภาพของผู้บริหารในปีใดปีหนึ่ง จากสมการ จะเป็นการประเมินกำไรทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงของธุรกิจในระหว่างปี
EVA = After-tax operating profit – After-tax cost of capital
= EBIT (1 – Corporate tax rate) – (Total Capital)(After-tax cost of capital)
โจทย์ 2-8 Bailey Corporation recently reported the following income statement (dollars are in thousands):
Sales $14,000,000
Operating costs excluding depreciation and amortization 7,000,000
EBITDA $ 7,000,000
Depreciation and amortization 3,000,000
EBIT $ 4,000,000
Interest 1,500,000
EBT $ 2,500,000
Taxes (40%) 1,000,000
Net income $ 1,500,000
Bailey’s total operating capital is $20 billion and its after-tax cost of capital is 10 percent. Therefore, Bailey’s total after-tax dollar cost of operating capital is $2 billion. During the past year. Bailey made a $1.3 billion net investment in its operating capital.
ตอบ a. What is Bailey’s NOPAT for the year ? (NOPAT = กำไรสุทธิจากการดำเนินงานหลังภาษี:Net Operating Profit After Taxes)
NOPAT = EBIT (1-Tax rate) = $4,000,000,000 (1-0.4) = $2,400,000,000
b. What is Bailey’s net cash flow for the year ? (NCF : Net Cash Flow)
NCF = NI + Depreciation = $1,500,000,000 + $3,000,000,000 = $4,500,000,000
c. What is Bailey’s operating cash flow for the year ? (OCF : Operating Cash Flow)
OCF = NOPAT + Depreciation = $2,400,000,000 + $3,000,000,000 = $5,400,000,000
d. What is Bailey’s free cash flow for the year ? (FCF : Free Cash Flow)
FCF = NOPAT – Net capital investment = $2,400,000,000 - $1,300,000,000 = $1,100,000,000
e. What is Bailey’s EVA for the year ? (EVA : Economic Value Added)
EVA = NOPAT – After-tax ($) cost of capital = $2,400,000,000 - $2,000,000,000 = $400,000,000
โจทย์ 2-10 The Ronayne Corporation has on its balance sheet $5 million in net operating working capital and $37 million in net fixed assets. The company’s weighted average cost of capital is 8.5 percent. The company has the following income statement:
Sales $25,000,000
Operating costs 18,625,000
EBIT $ 6,375,000
Interest 2,325,000
EBT $ 4,050,000
Taxes (40%) 1,620,000
Net income $ 2,430,000 What is Ronayne’s EVA ?
ตอบ Total operating capital = NOWC + Net fixed assets
= $5,000,000 + $37,000,000 = $42,000,000
EVA = EBIT (1-T) – [cost of capital][ total operating capital]
= $6,375,000 (1-0.40) – [ 0.085][$42,000,000] = $6,375,000 (1-0.40) – [0.085 x $42,000,000]
= $3,825,000 - $3,570,000 = $255,000

บทที่ 10 งบลงทุน

1 ) ความสำคัญของงบลงทุน
1.1) มีผลต่อเนื่องในอนาคตหลายปี
1.2) การตัดสินใจขึ้นอยู่กับ การพยากรณ์ยอดขายในระยะยาว
1.3) การตัดสินใจเรื่องงบลงทุนจะใช้เป็นตัวกำหนดทิศทางในเชิงกลยุทธ์ของบริษัท
ผลของการพยากรณ์ความต้องการสินทรัพย์ผิด
• การลงทุนมากเกินไป ทำให้ต้องจ่ายเงินมาก มีค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการ
ผลิตต่างๆ ตามมาอีกมาก
• ถ้าลงทุนน้อยเกินไป จะเกิดปัญหา สองกรณีคือ
หนึ่ง เครื่องจักรไม่เพียงพอที่จะใช้ในการผลิตสอนค้าขาย
สอง คือกำลังการผลิตไม่เพียงพอ เสียส่วนแบ่งตลาด
1.4) ต้องใช้เวลาขยายหรือดำเนินงานตามโครงการ ถ้าบริษัทรอให้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น
ก่อนแล้วจึงลงทุนในเครื่องจักรเพิ่มอาจจะช้าเกินไป การลงทุนต้องตัดสินใจล่วงหน้า โดยพยายามพยากรณ์ยอดขายล่วงหน้าให้ถูกต้อง

2) แนวความคิดที่ทำให้เกิดโครงการลงทุน
2.1) การเติบโตของกิจการ
2.2) ความสามารถในการแข่งขัน
2.3) การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่
2.4) การปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิมให้มีคุณภาพดีขึ้น
2.5) การดำเนินงานที่ทำให้ต้นทุนลดลง
ถ้ากิจการมีผู้บริหารและพนักงานซึ่งมีวิสัยทัศน์และความสามารถ ประกอบกับการที่บริษัทมี
ระบบการจูงใจโดยให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมแล้ว ก็จะเกิดแนวความคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงการ
ลงทุนได้มากมาย



3) การจำแนกโครงการลงทุน
3.1) โครงการใหม่ทดแทนโครงการเก่าที่หมดอายุ
3.2) โครงการใหม่ทดแทนโครงการเก่าเพื่อลดต้นทุน
3.3) โครงการขยายผลิตภัณฑ์เดิม
3.4) โครงการผลิตภัณฑ์ใหม่
3.5) โครงการเพื่อความปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม
3.6) โครงการอื่น

4) การประเมินโครงการลงทุน
จะคล้ายกับการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์
การประเมินโครงการการลงทุน บทที่ 10, 11, 12
การประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ บทที่ 7, 8

5) วิธีการประเมินโครงการลงทุน
ประเภทของโครงการลงทุน
1) โครงการที่ทดแทนกันได้ ( Mutually exclusive projects ) จะตัดสินใจเลือกลงทุนเพียง
โครงการเดียวที่คิดว่าดีที่สุด
2) โครงการที่เป็นอิสระต่อกัน ( Independent project ) จะตัดสินใจเลือกลงทุนได้ทุกโครงการ
ที่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
3) โครงการที่พึ่งพากัน ( Dependent project )
เลือก ก ต้องเลือก ข
และถ้าไม่เลือก ก ต้องไม่เลือก ข

5.1) วิธีระยะเวลาคืนทุน ( Payback Period : PB )
วิธีนี้ประเมินว่าเมื่อลงทุนโครงการแล้วจะใช้ระยะเวลาเท่าไหร่จึงจะได้รับทุนคืน

ระยะเวลาคืนทุน = จำนวนปีก่อนคืนทุน + กระแสเงินสดที่เหลือ
กระแสเงินสดทั้งปี
ตัวอย่าง โครงการ S
0 1 2 3 4

- 1000 500 400 300 100

ระยะเวลาคืนทุน = 2 + 100 = 2.33 ปี หรือ 2 ปี 4 เดือน
300
ตัวอย่าง โครงการ L
0 1 2 3 4

- 1000 100 300 400 600

ระยะเวลาคืนทุน = 3 + 200 = 3.33 ปี หรือ 3 ปี 4 เดือน
600
เกณฑ์ในการตัดสินใจ
1. กรณีเลือกโครงการเดียว หรือเป็นโครงการทดแทนกันได้ จะเลือกโครงการที่คืนทุนเร็วกว่าคือ โครงการ S
2. กรณีเลือกได้ทุกโครงการ ( เงินทุนไม่จำกัด ) จะเลือกโครงการที่ระยะเวลาคืนทุนน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

ข้อดีของการประเมินด้วยวิธีระยะเวลาคืนทุน
• คำนวณง่าย ทราบว่าลงทุนแล้วจะคืนทุนเท่าไหร่ โครงการที่คืนทุนเร็วจะมีสภาพคล่องมาก
• ทราบความเสี่ยงของโครงการเบื้องต้น ยึดหลักความปลอดภัยของเงินทุน การคืนทุนเร็ว
ย่อมปลอดภัยกว่าคืนทุนช้า
ข้อเสียของการประเมินด้วยวิธีระยะเวลาคืนทุน
• ไม่คำนึงถึงมูลค่าของเงินตามเวลา การลงทุนจ่ายเงินปีที่ศูนย์ แต่ผลประโยชน์จะทยอย
ตามมา
• ไม่สนใจกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นหลังจากที่คืนทุนแล้ว
5.2) วิธีระยะเวลาคืนทุนโดยคำนึงถึงมูลค่าปัจจุบัน
( Discount payback period : DPM )
วิธีนี้จะซื้อลดกระแสเงินสดในอนาคตเป็นมูลค่าปัจจุบันด้วยต้นทุนของเงินทุน (WACC) แล้ว
ใช้ วิธีการหาระยะเวลาคืนทุน

ตัวอย่าง โครงการ S กำหนด WACC 10%
0 1 2 3 4

- 1000 500 400 300 100
PV ของ NCF - 1000 454.55 330.58 235.39 68.30

ระยะเวลาคืนทุน = 2 + 214 = 2.95 ปี
225
ตัวอย่าง โครงการ L กำหนด WACC 10%
0 1 2 3 4

- 1000 100 300 400 600
PV ของ NCF - 1000 90.91 247.93 300.32 409.81

ระยะเวลาคืนทุน = 3 + 360 = 3.88 ปี
410

5.3) วิธีระยะเวลาคืนทุนโดยคำนึงถึงมูลค่าปัจจุบัน
การประเมินโครงการวิธีนี้จะคิดมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดรับและกระแสเงินสดจ่ายเปรียบเทียบกัน
NPV = PV กระแสเงินสดรับ - PV กระแสเงินสดจ่าย
( ดูสูตรและวิธีการคำนวณใน Power point หน้า 10-27 , 10-28, 10-29, 10-30, 10-31, 10-32 โดยในหนังสือจะอ้างอิงโครงการ S และ L ในวิธีระยะเวลาคืนทุน ) โทษทีครับไม่รู้จะพิมพ์ยังไง !
เกณฑ์ในการตัดสินใจ
1. NPV = 0 หมายความว่าอัตราผลตอบแทนของโครงการเท่ากับต้นทุนของเงินทุนพอดี
2. NPV = + หมายความว่าลงทุนแล้วมีผลกำไรหรือโครงการนั่นทำให้มูลค่าของกิจการเพิ่มขึ้น
3. ถ้าเป็นโครงการที่ทดแทนกันได้ จะเลือกโครงการที่ให้ NPV สูงกว่า
4. ถ้าโครงการเป็นอิสระต่อกัน จะเลือกโครงการที่ได้ NPV เป็นบวก คือลงทุนได้ทั้งโครงการ S และโครงการ L ( จากตัวอย่างในหนังสือตามหน้าที่กล่าวข้างต้น )

5.4) วิธีอัตราผลตอบแทนของโครงการ IRR
การประเมินโครงการวิธีนี้จะหาอัตราส่วนลด ( Discount rate ) ที่ทำให้ผลรวมของมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตเท่ากับเงินลงทุนเริ่มแรก นั่นคืออัตราส่วนลดที่ทำให้ NPV = 0
( ดูสูตรและวิธีการคำนวณใน Power point หน้า 10-27 , 10-28, 10-29, 10-30, 10-31, 10-32 โดยในหนังสือจะอ้างอิงโครงการ S และ L ในวิธีระยะเวลาคืนทุน ) โทษทีครับไม่รู้จะพิมพ์ยังไง !
เกณฑ์ในการตัดสินใจ
1. IRR ของโครงการคือ อัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการนั้น
2. IRR = ต้นทุนของเงินทุน คือโครงการนั้นให้อัตราผลตอบแทนเท่ากับต้นทุนของเงินทุน
3. เลือก IRR > ต้นทุนของเงินทุน
4. ปฎิเสธ IRR < ต้นทุนของเงินทุน
5. กรณีเป็นโครงการที่ทดแทนกันเลือก IRR ที่มากกว่า

เปรียบเทียบวิธี NPV และ วิธี IRR
ดูกราฟใน Powerpoint หน้า 10-41 ประกอบ ในกราฟจะมีข้อขัดแย้งระหว่าง การเลือกด้วยวิธี IRR
และวิธี NPV ที่อยู่ก่อนหน้าและหลัง crossover rate อ่านใน หน้า 10-43 และ 10-44

ซึ่งจากกราฟและข้อขัดแย้งจากกราฟจะได้ว่า
1) IRR คืออัตราส่วนลดที่ทำให้ NPV ของโครงการมีค่าเท่ากับศูนย์
ตามรูป จุดที่เส้น NPV ตัดกับแกนนอนคือ IRR ของโครงการนั่นเอง
2) วิธี NPV นั่น การตัดสินใจเลือกโครงการอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนลด แต่วิธี IRR
การตัดสินใจไม่เปลี่ยนแปลง
3) โครงการที่เป็นอิสระต่อกัน วิธี NPV และ IRR ตัดสินใจไม่ขัดแย้งกัน
จากตัวอย่างโครงการ S และ L
• ถ้าต้นทุนของเงินทุนต่ำกว่า IRR จะรับทั้งสองโครงการเพราะ NPV เป็นบวกทั้งสองโครงการ
• ถ้าต้นทุนของเงินทุนสูงกว่า IRR จะปฎิเสธทั้งสองโครงการ

4) โครงการที่ทดแทนกันได้ เมื่อเกิดความขัดแย้งกันระหว่างผลของวิธี NPV และวิธี IRR
• กรณีดังกล่าวใช้ NPV ดีกว่า เพราะทราบว่าเลือกแล้วผู้ถือหุ้นมั่งคั่งอย่างไร
แต่ วิธี NPV นั่นการตัดสินใจเลือกโครงการอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนลด แต่
วิธี IRR การตัดสินใจไม่เปลี่ยนแปลง

5) วิธี NPV และ IRR เกิดจากข้อสมมติที่แตกต่างกัน
• วิธี NPV สมมติว่าเงินสดที่โครงการได้รีบมาในปีแรก ๆ นำไปลงทุนต่อจนกว่าจะสิ้นสุดดครงการโดยได้รับผลตอบแทนเท่ากับต้นทุนของเงินทุน
• วิธี IRR สมมติว่าเงินสดที่โครงการได้รับมาในปีแรก ๆ นำไปลงทุนต่อจนกว่าจะสิ้นสุดโครงการโดยได้รับผลตอบแทนเท่ากับอัตรา IRR

6) ข้อสมมติ NPV เหมาะสมกว่า
• กรณีโครงการที่เป็นอิสระต่อกัน ไม่ว่าจะใช้วิธี NPV หรือวิธี IRR จะมีผลต่อการตัดสินใจเหมือนกัน
• กรณีเป็นโครงการที่ทดแทนกันได้ ขนาดและระยะเวลาของกระแสเงินสดโครงการต่างกันควรใช้วิธี NPV ในการประเมินโครงการ

ต่อจากการเปรียบเทียบ NPV และ IRR หนังสือจะต่อด้วยเรื่องของ IRR หลายอัตรา
เพราะบางครั้งในโครงการเดียวกันอาจจะมีค่า IRR ที่คำนวณได้หลายอัตรา เนื่องจากกระแสเงินสดผิดปกติ ถ้ากรณีนี้เกิดขึ้นควรจะใช้วิธี NPV หรือ MIRR มาเป็นเกณฑ์ในการประเมินโครงการแทน
( ดูตัวอย่างจากหน้า 10-54, 10-55, 10-56, 10-57, 10-58 การคำนวณได้ IRR สองค่า ) โทษทีครับไม่รู้จะพิมพ์ยังไง !

5.5) วิธีอัตราผลตอบแทนของโครงการที่ปรับปรุงใหม่
Modified Internal Rate of Return : MIRR

1) วิธีนี้สมมติว่านำเงินสดที่ได้รับในปีแรก ๆ ไปลงทุนจนถึงปีสุดท้ายของโครงการโดย
ได้รับผลตอบแทนเท่ากับต้นทุนของเงินทุน
2) นำผลที่คำนวณได้ตามข้อ 1 มารวมกันเป็นมูลค่า ณ ปีสุดท้ายของโครงการ
โดยผลรวมนั่นเรียก Terminal value : TV
3) หาอัตราส่วนลดที่ทำให้ TV เท่ากับเงินลงทุนเริ่มแรกพอดีซึ่งก็คือ MIRR นั่นเอง
( ดูสูตรและวิธีการคำนวณใน Power point หน้า 10-61, 10-62, 10-63 ) โทษทีครับไม่รู้จะพิมพ์ยังไง !

6) สรุปวิธีต่าง ๆ ในการประเมินโครงการลงทุน
6.1) วิธีระยะเวลาคืนทุน จะให้ข้อมูลของความเสี่ยงและสภาพคล่องของโครงการ
6.2) วิธี NPV ประเมินว่าโครงการจะให้ผลตอบแทนมากน้อยเท่าใดในรูปของตัวเงิน
6.3) วิธี IRR ประเมินว่าโครงการนั้นให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผู้ตัดสินใจจะชอบ
มากกว่าและยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัย (safety margin) ของโครงการอีกด้วย
โดย โครงการที่ NPV เท่ากัน แต่ IRR สูงกว่าจะดีกว่า
6.4) MIRR สามารถแก้ไขข้อบกพร่องของโครงการเดียวแต่มี IRR หลายอัตรา และข้อพก
พร่องเรื่องการนำกระแสเงินสดที่ได้รับในปีแรก ๆ มาลงทุนต่อ

7) การตรวจสอบติดตามผล
7.1) ตรวจสอบว่าผลลัพท์ที่เกิดขึ้นจริงกับการพยากรณ์แตกต่างกันมากน้อยเพียงไร
7.2) ตรวจสอบหาสาเหตุว่าข้อแตกต่างนั้นเกิดจากอะไร แล้วจึงดำเนินการแก้ไขต่อไป




8) การใช้เทคนิคของงบลงทุนเพื่อการตัดสินใจด้านอื่น ๆ
8.1) ผู้บริหารสามารถนำเทคนิคของงบลงทุนไปใช้ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ เช่น การควบกิจการ
การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มกำลังการผลิต หรือการขยายตลาด
8.2) ใช้เพื่อการตัดสินใจ เช่น การลดจำนวนพนักงานหรือการขยายกิจการของแผนก
8.3) การตัดสินใจส่วนใหญ่จะอยู่บนพื้นฐานว่าการตัดสินใจนั้นสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือ
หุ้นหรือไม่

Popular Posts