MBA

We constantly research and disseminate knowledge to prepare graduate students to be leaders at the community, national and international levels.

Facebook is a social utility that connects people with friends and others who work, study and live around them. People use Facebook to keep up with friends

Custom Search

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ศัพท์ตราสารหนี้ 2

Accrued Interest (AI)
ดอกเบี้ยค้างรับคือ ดอกเบี้ยสะสมที่เกิดจากการลงทุน ในตราสารหนี้ นับจากวันจ่ายดอกเบี้ยงวดล่าสุดจนถึงวันส่งมอบตราสาร

Amortizing Debenture
หุ้นกู้ชนิดทยอยคืนเงินต้น คือ หุ้นกู้ที่ทยอยชำระคืนเงินต้นบางส่วนให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยชำระตามจำนวนเงินและงวดที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวน

Arbitrage
กลยุทธ์ในการทำกำไรจากผลต่างของราคาใน 2 ตลาดของสินค้าชนิดเดียวกัน ซึ่งการที่จะทำเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อสินค้านั้นมีการซื้อขายมากกว่าหนึ่งตลาด เช่น การขายสินค้าในตลาดปกติที่มีการส่งมอบกันทันทีไปพร้อม ๆ กับการซื้อสินค้าในตลาดล่วงหน้า เป็นต้น

Automated System For The Stock Exchange Of Thailand (ASSET)
ระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยคอมพิวเตอร์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Automatic Order Matching (AOM)
เป็นวิธีการซื้อขายหลักทรัพย์แบบหนึ่งในระบบ ASSET โดยที่ระบบจะประมวลคำสั่งซื้อและคำสั่งขายที่ดีที่สุดไว้ในลำดับแรก ส่วนคำสั่งซื้อและคำสั่งขายที่ดีในอันดับต่อมา จะถูกเรียงลำดับไว้ตาม ๆ กันไป จากนั้นระบบจะทำการจับคู่คำสั่งซื้อ และคำสั่งขายที่มีลักษณะตรงกันทั้งด้านปริมาณที่จะซื้อจะขาย และราคาที่จะซื้อจะขายให้โดยอัตโนมัติ

Backdoor Listing
การจดทะเบียนโดยอ้อม หมายถึงการที่บริษัทจดทะเบียนได้มาซึ่งสินทรัพย์หรือหุ้นของบริษัทอื่นที่มิใช่บริษัทจดทะเบียน และเมื่อคำนวณมูลค่าตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ แล้วปรากฎว่าสินทรัพย์ของบริษัทอื่นที่ได้มานั้นมีขนาดใหญ่กว่า สินทรัพย์เดิมของบริษัทจดทะเบียนและมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอำนาจการควบคุมบริษัทจดทะเบียนจากกลุ่มของผู้ถือหุ้นของบริษัทอื่นนั้นแทน ดังนั้น จึงเท่ากับว่าบริษัทอื่นนั้นสามารถเป็นบริษัทจดทะเบียนโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาจากตลาดหลักทรัพย์ตามเกณฑ์คุณสมบัติบริษัทจดทะเบียน

Basis Point (bp)
หน่วยย่อยของอัตราผลตอบแทน โดย 1 bp มีค่าเท่ากับ 0.01 %

Bear Market
ตลาดหมี หมายถึงภาวะที่ตลาดที่เฉื่อยเนือย ดัชนีราคาหลักทรัพย์มีทิศทางขาลงและหยุดนิ่ง ซึ่งราคาตราสารหนี้โดยทั่วไปมีระดับลดต่ำลงต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน ปริมาณการซื้อขายน้อย

Bid
ราคาเสนอซื้อ

Bid-Offered Spread
ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid Price) และราคาเสนอขาย (Offered Price)

Big Lot
การซื้อขายรายใหญ่ คือการซื้อขายหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่ง (อาจเป็นหุ้นหรือตราสารหนี้ก็ได้) จำนวนเดียวกันโดยไม่แบ่งย่อย และมีปริมาณหรือมูลค่าการซื้อขายเท่ากับหรือสูงกว่าปริมาณหรือมูลค่าที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์กำหนดว่า การซื้อขายคราวละตั้งแต่ 1 ล้านหุ้นหรือมูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป ถือเป็นการซื้อขายรายใหญ่

Bill of Exchange (B/E)
ตั๋วเงิน ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หมายถึงหนังสือตราสารซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่าผู้สั่งจ่ายสั่งให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้จ่ายให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งแก่บุคคลหนึ่งหรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลหนึ่งซึ่งเรียกว่า ผู้รับเงิน

Bond
พันธบัตรหรือหุ้นกู้ คือ ตราสารแห่งหนี้ระยะยาวซึ่งผู้ออกมีข้อผูกพันตามกฎหมายที่จะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นแก่ผู้ซื้อตามเวลาที่กำหนด ในต่างประเทศจะใช้คำว่า Bond สำหรับตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Secured Bond) และจะใช้คำว่า Debenture สำหรับตราสารหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Unsecured Bond) สำหรับในประเทศไทยนิยมใช้ Bond หรือพันธบัตรในการเรียกตราสารหนี้ภาครัฐ และใช้ Debenture หรือหุ้นกู้ในการเรียกตราสารหนี้ภาคเอกชน

Bond Index
ดัชนีตราสารหนี้เป็นเครื่องวัดมูลค่าตลาดตราสารหนี้ โดยเปรียบเทียบกับมูลค่าตลาดตราสารหนี้ ณ วันฐาน ดัชนีตราสารหนี้มีได้หลายดัชนี ซึ่งมีความแตกต่างกันได้ตามการกำหนดขอบเขตการครอบคลุมของดัชนี เช่น ดัชนีตลาดโดยรวม ดัชนีตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง ดัชนีตราสารหนี้ภาคเอกชน เป็นต้น

Board Lot
หน่วยการซื้อขาย หมายถึง จำนวนหน่วยขั้นต่ำของหลักทรัพย์ที่ตลาดหลักทรัพย์อนุญาตให้มีการซื้อขายบนกระดานหลัก (Main Board) ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมักกำหนด 1 หน่วยการซื้อขายหุ้นส่วนใหญ่เท่ากับ 100 หุ้น

Book Value
มูลค่าตามบัญชี (มูลค่าตามบัญชี = สินทรัพย์รวม - หนี้สินรวม / จำนวนหุ้นสามัญที่บริษัทออกเรียกชำระเงินค่าหุ้นแล้ว) หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ถ้าหากบริษัทเลิกกิจการและสามารถนำสินทรัพย์รวมถึงหนี้สินต่าง ๆ ไปแปรเป็นเงินสดได้ตามมูลค่าที่ระบุในงบดุลนั้นแล้ว ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินคืนในจำนวนเท่ากันกับมูลค่าตามบัญชีต่อการถือหุ้น 1 หุ้น

คำศัพท์ตราสารหนี้

พันธบัตรหรือหุ้นกู้ (Bond)
พันธบัตรหรือหุ้นกู้คือตราสารแห่งหนี้ระยะยาวซึ่งผู้ออกมีข้อผูกพันตามกฎหมายที่จะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นแก่ผู้ซื้อตามเวลาที่กำหนด โดยทั่วไป ตราสารหนี้จะกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนไว้แตกต่างกันไป เช่น 5 ปี 10 ปี หรือนานกว่านั้น

ตัวแทนผู้ถือครองตราสารหนี้ (Bond-holders representative)
ตัวแทนทำหน้าที่ดูแลรักษาสิทธิของผู้ถือครองตราสารหนี้หรือผู้ถือครองเอกสารการเงินอื่น ๆ

ดอกเบี้ย (Coupon)
ดอกเบี้ยซึ่งจ่ายให้กับผู้ถือกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้เป็นงวดตลอดอายุของตราสารหนี้เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการนำเงินมาลงทุน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะกำหนดเป็นร้อยละต่อปีจากราคาที่ตราไว้ การจ่ายดอกเบี้ยในประเทศไทยส่วนใหญ่จะจ่ายเป็นงวดทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี

หุ้นกู้ภาคเอกชน (Debenture)
หุ้นกู้ภาคเอกชนมีลักษณะคล้ายกับตราสารหนี้ คือเป็นตราสารที่แบ่งเป็นหน่วย แต่ละหน่วยมีมูลค่าเท่ากันและกำหนดประโยชน์ตอบแทนไว้เป็นการล่วงหน้าในอัตราเท่ากันทุกหน่วย หุ้นกู้บางอย่างสามารถแลกเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญได้

ความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
คือความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นของตราสารหนี้นั้นได้ นักลงทุนสามารถดูจากอันดับความน่าเชื่อถือเพื่อคาดการณ์ถึงความเสี่ยงชนิดนี้ของผู้ออกตราสารหนี้แต่ละรายได้

ราคาที่ตราไว้ (Face value)
จำนวนเงินที่จะจ่ายให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์เมื่อครบกำหนดอายุของตราสารหนี้

ผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer)
ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอขายตราสารหนี้ หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ ของตน อาจเป็นบริษัท รัฐบาล หรือองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย

สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง (Liquid Asset)
สินทรัพย์ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย

วันที่ครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date)
วันที่ครบกำหนดชำระคืนเงินต้นสำหรับหนี้สินหรือตราสารทางการเงินอื่น ๆ

การเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement)
เป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ให้กับนักลงทุนไม่เกิน 35 รายภายในรอบระยะเวลา 12 เดือน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบัน ตามที่กฎหมายกลต.กำหนดไว้ทั้งหมด 17 ประเภท คลิกที่นี่ เพื่อดูรายละเอียดของผู้ลงทุนทั้ง 17 ประเภท

การเสนอขายสำหรับประชาชนทั่วไป (Public offering)
เป็นการเสนอขายหลักทัพย์ที่ออกใหม่ให้กับประชาชนภายใต้ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการ กลต. ข้อกำหนดสำคัญคือหลักทรัพย์นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและผ่านการพิจารณาอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ กลต. แล้ว

การไถ่ถอนตราสารหนี้ (Redemption)
ในกรณีที่ไม่มีการไถ่ถอนก่อนกำหนด วันไถ่ถอนจะเป็นวันเดียวกับวันครบกำหนดอายุ

สำนักทะเบียนพันธบัตร (Registrar)
หน่วยงานกลางที่มีหน้าที่จัดเก็บทะเบียนข้อมูลของผู้ถือครองเอกสารทางการเงิน

ตลาดรอง (Secondary market)
แหล่งกลางสำหรับการซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของตราสารหนี้ที่ได้ผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว

ใบพันธบัตร (Scrip)
เอกสารซึ่งออกให้ผู้ถือครองตราสารหนี้หรือเอกสารทางการเงินอื่น ๆ

ธุรกรรมของพันธบัตรชนิดจดบัญชี (Scrip-less transaction)
การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะไม่มีการออกเอกสารรับรองที่เป็นกระดาษ

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risks)

ตลาดการเงินในปัจจุบันการลงทุนสำหรับนักลงทุนในบ้านเราคงไม่อาจที่จะปฏิเสธการเข้าไปจัดการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนที่มีมากมายและถาโถมเข้ามาเช่นเดียวกับการขยายตัวของโลกกาภิวัฒน์ของระบบทุนนิยม นักลงทุนสามารถติดต่อกับนักลงทุนอื่น ๆ ทั่วโลกได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้การกระทำของคน ๆ เดียว หรือ กลุ่ม ๆ เดียวจึงไม่อาจสามารถทำให้เป็นเรื่องเฉพาะของเขาเหล่านั้นได้อีกต่อไป อาทิ การไหลเข้าออกของเงินทุนของกลุ่มทุน การลงทุนซึ้อหุ้นหรือพันธบัตร การดำเนินนโยบายทางการเงินการคลังของรัฐบาลทั้งในและเทศ การกระทำของนักลงทุนกลุ่มหนึ่ง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนคนอื่น ๆ หรือการกระทำธุรกรรมของเราเองที่ไม่อาจทราบผลที่แน่นอน สิ่งที่ไหลเข้ามานอกจากโอกาสทางการเงินที่เปิดกว้างแล้วยังรวมไปถึงการขยายตัวของโอกาสในการรับรู้ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอีกด้วย (Risk and Uncertainty) ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจนถึงมหาศาลของผลตอบแทนที่ได้รับจริงต่อผลตอบแทนที่เราคาดหวังก่อนการลงทุน เช่น ท่านรู้ได้อย่างไรว่าในปีหน้าหุ้นที่ท่านซื้อไว้ราคาจะเป็นเท่าที่นักวิเคราะห์หลายท่านบอกเอาไว้ ในขณะที่ราคาน้ำมันยังคงผันผวน การก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลที่อาจส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาว รวมไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองยังคงต้องใช้เวลาในการปรับตัว ยังคงเป็นตัวแปรที่เราไม่สามารถควบคุมได้ นักลงทุนหลายท่านจึงมีเป้าหมายในการพยายามปรับตัวเพื่อให้สามารถจัดการบริหารกับความเสี่ยงให้ดีขึ้น ดังนั้นก้าวแรกที่สำคัญคือ การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างความเสี่ยงและความไม่แน่นอน และประเภทของความเสี่ยงทางการเงินก่อน

ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนแตกต่างกันอย่างไร ?

ในปี 1921 นักเศรษฐศาสตร์ Frank H Knight ได้อธิบายความแตกต่างระหว่างความเสี่ยงและความไม่แน่นอนไว้

“Uncertainty must be taken in a sense radically distinct from the familiar notion of Risk, from which it has never been properlyseparated … The essential fact is that “risk” means in some cases a quantity susceptible of measurement, while at other times it is something distinctly not of this character; and there are far-reaching and crucial differences in the bearings of the phenomenon depending on which of the two is really present and operating. … It will appear that a measurable uncertainty, or “risk” proper, as we shall use the term, is so far different from an unmeasurable one that it is not in effect an uncertainty at all. We … accordingly restrict the term “uncertainty” to cases of the non-quantitive type.”

สามารถอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ด้วยการยกตัวอย่าง การชกมวย ซึ่งนักมวยทั้งสองฝ่ายจะได้รับทราบถึงกฎกติกาอย่างละเอียดก่อนการชก ดังนั้นสิ่งที่จะทำคือ กำหนดกลยุทธ์ในการชกเพื่อเอาชนะอีกฝั่งให้ได้ เช่น ถ้าเราเดินแบบนี้แล้วเขาจะเดินแบบไหน เป็นต้น หากอีกฝั่งสามารถกำหนดกลวิธีที่เหนือกว่าเพราะเป็นนักมวยที่เก่งกว่าแล้วสามารถชกเอาชนะไปได้เราเรียกกรณีเช่นนี้ว่า ความเสี่ยง เช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการลงทุนในปัจจุบัน

หากเราเปลี่ยนใหม่ โดยที่ไม่บอกว่ากฎกติกาการชกจะเป็นแบบอย่างไรให้ทั่งสองฝ่ายทราบ และจะลงโทษผู้ที่ทำผิดกติกาแบบสุ่มด้วย ท่านลองคิดดูว่าผลจะเป็นอย่างไร สิ่งนี้เราเรียกว่า ความไม่แน่นอน

ดังนั้น ความแตกต่างของความเสี่ยงและความไม่แน่นอนคือ การวัดได้ (Measurable) ความเสี่ยงนั้นวัดได้แต่ความไม่แน่นอนนั้นวัดไม่ได้

ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk)

ความเสี่ยงทางการเงินแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

1. ความเสี่ยงตลาด (Market Risk) เป็นความเสี่ยงของการที่จะเสีย โดยราคาหรือการเปลี่ยนแปลงของราคา ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกหรืออื่น ๆ การผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การดำเนินนโยบายใช้จ่ายของรัฐบาล การผันผวนของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในและนอกประเทศ ซึ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานการลงทุนในตลาดการเงิน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการลงทุน อาทิ การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและการก่อหนี้ของภาครัฐ ส่งผลให้ความเสี่ยงการลงทุนภายในประเทศเพิ่มขึ้น อัตราผลตอบแทนคาดการณ์ในระยะยาวจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น อาจส่งผลให้ราคาของหุ้นหรือค่าเงินในปัจจุบันกับอนาคตมีความแตกต่างกันมาก
2. ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) เป็นความเสี่ยงที่จะสูญเสีย อันเนื่องมาจากการไม่กระทำตามสัญญาของคู่สัญญาอีกฝั่ง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการเต็มใจและไม่เต็มใจที่จะไม่ทำ เช่น การผิดนัดชำระหนี้ การผิดนัดการแลกเปลี่ยนสินค้า การได้ผลตอบแทนไม่ครบตามที่สัญญาไว้ในหุ้นกู้ เป็นต้น ซึ่งเราสามารถลดความเสี่ยงในด้านนี้ได้โดยการลงทุนผ่านตลาดที่มีตัวกลาง เช่น ตลาดหุ้น หรือ ฟิวเจอร์ เป็นต้น ซึ่งในเมืองไทยยังต้องการการพัฒนาตลาดที่เป็นทางเลือกอื่น ๆ ในการลงทุนอีกมาก
3. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (Operational Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา อันเนื่องมาจากการปฏิบัติการที่ผิดพลาดหรือไม่เหมาะสมที่มาจากคทั้งคนหรือองกรค์ หรือจากเหตุการณ์ภายนอก เช่น การทำสัญญาทางการเงินที่ผิดพลาด การทำผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจหรือตั้งใจของบริษัทที่เราซื้อหุ้น การไม่ทำตามนโยบายการลงทุนของกองทุนรวมที่เรามีหน่วยลงทุนอยู่ เป็นต้น การติดตามและเฝ้าระวังนโยบายของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมได้ยิ่งขึ้น

Popular Posts