MBA

We constantly research and disseminate knowledge to prepare graduate students to be leaders at the community, national and international levels.

Facebook is a social utility that connects people with friends and others who work, study and live around them. People use Facebook to keep up with friends

Custom Search

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552

การบริหารความเสี่ยง (RISK Management)

การเสี่ยงหมายถึง “โอกาสหรือเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ที่จะทำให้เราไม่บรรลุวัตถุประสงค์” ภาษาง่าย ๆ “ความเสี่ยง คือ สิ่งต่าง ๆที่อาจกีดกันองค์กรจากการบรรลุวัตถุประสงค์/เป้าหมาย ความเสี่ยงทำให้เราไม่บรรลุวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ที่เรากำลังทำเป็นประจำเรียกว่า Operational Risk ทางด้านยุทธศาสตร์ (Strategy) ทางด้านการแข่งขัน (Competitive) ทั้งหมดอยู่ที่ว่า อะไรเป็นวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์อยู่ที่เรากำหนดว่าเราจะสนใจเรื่องอะไร เวลาปกติของการทำแผนเราจะดูที่เรื่องของความประสบผลสำเร็จ หากดูเรื่องของความเสี่ยงจะดูที่เรื่อง ถ้าจะไม่สำเร็จ อะไรคือ ตัวขวาง โดยเรามีขั้นตอนการบริหารความเสี่ยงอย่างง่าย 5 ข้อ ได้แก่
การกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective Establishment)
การระบุความเสี่ยง (Risk Identification)
การประเมินความเสี่ยง(Risk Assessment)
การสร้างแผนจัดการ(Risk Management Planning)
การติดตามสอบทาน (Monitoring & Review)
เหล่านี้เหมือน PDCA การที่จะทำแผนรับมือความเสี่ยงมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับว่า เรามีความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงแค่ไหน หากเรามีความเสี่ยงสูง ในกรณีที่มี 4 M อาทิเช่น ในเรื่องของงบประมาณ เป็นความเสี่ยงทางด้านการปฏิบัติ ความเสี่ยงของการที่จะของบประมาณเป็นความเสี่ยงทางด้านการปฏิบัติงาน
ดังนั้น ปัจจัยการบริหารความเสี่ยง คือการกำหนดเหตุไม่พึงประสงค์ เหตุที่ไม่พึงประสงค์ที่ไม่ทำให้เรากระตือรือร้น เหตุที่ไม่พึงประสงค์คือ น้ำท่วม เกิดอุบัติเหตุกลางคัน รถเสีย ฝนตก หากที่ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อไม่ให้ฝนตกทำไม่ได้ ความเสี่ยงระดับนี้ไม่เอามา Treat เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรควบคุม ก็ไม่ต้องทำแผนรับมือฝนตก
โดยประเด็นที่จะหาการควบคุมความเสี่ยง จุดแรกคือ ถามตัวเองก่อนว่า เรายอมรับความจริงได้หรือไม่ มีความเสี่ยงอะไรที่ควบคุมได้แล้วจึงเอาสิ่งนั้นมาคุยต่อ
การใช้ชีวิตประจำวันจะมีความแตกต่างกับระบบองค์กร ในระบบองค์กรจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผ่าออกไปแล้วก็จะพบกระเพาะอาหาร(ลักษณะ) บริหารมันยาก เพราะบทบาทขององค์กรไม่เหมือนกัน ผู้นำจะมีส่วนที่นำเอามาจากผู้ที่ทำความเสี่ยงเสร็จแล้ว โดยสภาพความเสี่ยงของผู้บริหารเกิดจากสภาพแวดล้อม เพราะเป็นบุคคลที่อยู่ข้างบนแล้วมองลงมาเห็นอย่างกว้าง ๆ เช่น มองทางด้านเศรษฐกิจ ด้านกฎหมาย คนภายในองค์กรก็จะมองอีกแบบหนึ่ง หากมีเป้าหมายทางด้านคนก็จะต้องเข้าธรรมชาติของคน จึงจะมากำหนดรายละเอียดได้ โดยสภาพที่เราบริหารความเสี่ยงนั้น มันยากอยู่ที่ Content คือ งานบุคคล งานยุทธศาสตร์ การบริหาร Concept ไม่ยาก แต่ยากที่ Content
ดังนั้น จึงจะต้องตอบคำถาม 7 คำถามให้ได้ เพื่อให้ได้ Concept คือ
Q1 ท่านมีความฝัน ความหวังอะไรที่ต้องบรรลุให้ได้ยู่บ้างหรือไม่
Q2 ท่านมีความกังวลใจอะไรบ้าง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ ปัญหา อุปสรรคที่จะทำให้ท่านไม่บรรลุความสำเร็จที่ตั้งไว้
Q3 ท่านได้เตรียมการณ์ใดเพื่อป้องกัน สาเหตุของเหตุการณ์เหล่านั้นบ้างแล้วหรือไม่
Q4 ท่านคิดว่าการเตรียมการเหล่านั้นถ้ามีสิ่งที่เล็ดลอดได้จะน่ากังวลใจเพียงใด
Q5 ท่านจะทราบได้อย่างไรว่า เหตุการณ์ ปัญหา อุปสรรค จำนวนมากนั้น ควรจะนำสิ่งใดมาพิจารณา
Q6 ท่านคิดว่าจำเป็นต้องมีแนวทาง วิธีการ เพิ่มเติมในการรับมือ เหตุการณ์หรือผลที่เล็ดลอดมา อีกหรือไม่ อย่างไร
Q7 ท่านจะทราบได้อย่างไรว่า เหตุการณ์นั้นได้เกิด หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดมากน้อยหรือไม่เพียงไร
ท่านกังวลใจในเรื่องการบริหารงานอะไร ความกังวลใจเหล่านั้นคือ ความเสี่ยง ก็มากำหนดว่า อะไรคือ ความกังวลใจ มีระบบการควบคุมไม่ดี แล้วประเมินว่า รุนแรงมาก เกิดบ่อยคะแนนสูง ลำดับในแต่ละช่อง รุนแรงมาก เกิดไม่บ่อยเราก็นำมาไว้ลำดับหลัง คนในองค์กรจะทราบก็ขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจของคณะกรรมการ ในการประเมินไม่เห็นด้วยกับคนในองค์กรทำ เพราะจะไม่ไเขียนจากความเสี่ยงจากงาน แต่จะเขียนจากปัญหาของงาน หากตอบคำถามนี้ได้ ก็จะสามารถรับมือกับงานได้ ทุกอย่างอยู่ที่ธรรมชาติขององค์กรว่า มองอะไรที่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญตามลำดับ

การวางแผนการทำกำไร ( Profit Planning )

การวางแผนการทำกำไร เป็นการวิเคราะห์การใช้สินทรัพย์และเงินทุนในการดำเนินงาน เป็นการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์และเงินทุนที่ก่อให้เกิดต้นทุนคงที่ว่า ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่ การดำเนินธุรกิจใด ๆ ก็ตามย่อมมีความเสี่ยงจากการตัดสินใจในการลงทุนเกิดขึ้นอย่างแน่นอน การตัดสินใจว่าการลงทุนนั้นคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่ เพื่อจะได้มีกำไรที่ต้องการสามารถพิจารณาได้จากอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุน

ปัจจัยพื้นฐานที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโครงสร้างเงินทุน มีดังนี้

1. ความเสี่ยงของธุรกิจ ( Business risk ) หรือความเสี่ยงในการดำเนินงานของบริษัท ถ้าความเสี่ยงของธุรกิจมีมากขึ้น ก็จะทำให้สัดส่วนของหนี้ที่ดีน้อยลง
2. ระดับภาษีของธุรกิจ ( The firm' s tax position ) การก่อหนี้ต้องมีภาระคือ ดอกเบี้ยจ่ายซึ่งจะทำให้กำไรลดต่ำลง และระดับการเสียภาษีของธุรกิจก็จะต่ำลงด้วย ค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายของสินทรัพย์ถาวร จะทำให้กำไรของธุรกิจต่ำ ระดับการเสียภาษีก็ต่ำเช่นกัน
3. ความคล่องตัวด้านการเงิน ( Financial flexibility ) เจ้าของบริษัทจะต้องรู้ว่าการจัดหาเงินทุนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินงานที่คงที่เพื่อความสำเร็จในระยะยาว เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในด้านการเงินและการเตรียมพร้อมด้านการเงินให้เพียงพอสำหรับการดำเนินงาน เพราะความต้องการเงินในอนาคตและการขาดแคลนจะมีอิทธิพลต่อเป้าหมายโครงสร้างเงินทุนของธุรกิจ
4. การบริหารแบบระมัดระวังหรือแบบเชิงรุก ( Mamagerial conservatism of aggresiveness ) ผู้จัดการบางคนมักมีการบริหารเชิงรุกมาก ดังนั้นบางบริษัทจึงมีการสร้างหนี้เพื่อให้เกิดกำไรสูง ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อโครงสร้างเงินทุนของธุรกิจ

ความเสี่ยงทางธุรกิจและความเสี่ยงทางการเงิน

1. ความเสี่ยงทางธุรกิจ เป็นความเสี่ยงของธุรกิจที่เกิดขึ้นภายใต้ความไม่แน่นอนที่คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการนั้นๆ หรือเป็นความเสี่ยงซึ่งมีผลสัมพันธ์กับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการนั้นๆ ในสินทรัพย์ การพิจารณาความเสี่ยงทางธุรกิจจะไม่พิจารณาถึงการลงทุนในโครงสร้างจากหนี้สิน ดังนั้นจึงไม่มีภาณะเกี่ยวกับดอกเบี้ยจ่าย ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ดังนี้

อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ( Return on Equity : ROE )= กำไรส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญ / ส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญ

ความเสี่ยงทางธุรกิจจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1.1 ความต้องการซื้อที่เปลี่ยนแปลง ( Demand variability ) ถ้าความต้องการซื้อลดต่ำลงจะเกิดความเสี่ยงทางธุรกิจ ถ้าบริษัทมีจำนวนหน่วยของราคาขายที่คงที่จะทำให้ความเสี่ยงทางธุรกิจต่ำลง
1.2 ความเปลี่ยนแปลงของราคาขาย ( Sale price variability ) การลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขายหรือการเปลี่ยแปลงราคาขายจะมีผลกระทบต่อกำไร จึงทำให้เกิดความเสี่ยงทางธุรกิจ
1.3ความเปลี่ยนแปลงของต้นทุน ( Input cost variability ) ในกรณีที่ต้นทุนในการดำเนินงานหรือต้นทุนปัจจัยนำเข้ารวมทั้งต้นทุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์มีความไม่แน่นอนสูง ระดับความเสี่ยงของธุรกิจย่อมสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
1.4 ความสามารถในการปรับราคาผลิตภัณฑ์เมื่อต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ( Ability to adjust output prices for change in input costs ) เมื่อต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาหรือต้นทุนผลิตเพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจจำเป็นต้องปรับราคาขายเพื่อให้คุ้มทุน การปรับราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นจึงเป็นความเสี่ยงของธุรกิจในการที่จะต่อสู้กับคู่แข่งขัน
1.5 ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ทันกับเวลาที่ต้องการ ( Ability to develop new products in a timely ) ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่โดยการเพิ่มสายผลิตภัณฑ์หรือปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์เดิมจึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันวมัย และผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดนั้นควรเป็นช่วงเวลาซึ่งจะทำให้ธุรกิจได้เปรียบทางการแข่งขัน เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจต่อการนำสินค้าเข้าสู่ตลาด
1.6 จำนวนของต้นทุนคงที่ เป็นภาระผูกพันในการดำเนินงาน ถ้าเปอร์เซ็นต์ของต้นทุนคงที่สูง แต่ความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ลดลง ถ้าไม่ลดต้นทุนคงที่จะทำให้ความเสี่ยงของบริษัทเพิ่มขึ้น

2. ความเสี่ยงทางการเงิน เป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของผู้ถือหุ้นสามัญว่ามีการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเงินเกี่ยวกับเงินทุนด้วยการเพิ่มหนี้สินหรือออกหุ้นบุริมสิทธิจึงมีภาระผูกพันที่ต้องจ่ายคือ ดอกเบี้ยและเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ ผตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับพิจารณาได้จากกำไรต่อหุ้นสามัญ ดังนี้

กำไรต่อหุ้นสามัญ ( EPS ) = กำไรส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญ / จำนวนหุ้นสามัญ

ภาระผูกพัน ( Leverage )

ภาระผูกพันหมายถึง การลงทุนจากการใช้สินทรัพย์หรือเงินทุนที่ก่อให้เกิดต้นทุนคงที่ ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการวางแผน และการควบคุมทางการเงิน ภาระผูกพัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ภาระผูกพันในการดำเนินงาน ( Operating leverage )
2. ภาระผูกพันทางการเงิน ( Financial leverage )
ซึ่งในที่นี่ จะกล่าวถึงภาระผูกพันในการดำเนินงานเท่านั้น

ภาระผูกพันในการดำเนินงาน เป็นการดำเนินธุรกิจโดยใช้สินทรัพย์แล้วก่อให้เกิดต้นทุนคงที่ กล่าวคือ การดำเนินธุรกิจที่ก่อให้เกิดรายได้จะต้องอาศัยการลงทุนในสินทรัพย์และการลงทุนในสินทรัพย์จะก่อให้เกิดต้นทุนคงที่ เช่น ต้นทุนคงที่ของการลงทุนซื้อเครื่องจักร ก็คือค่าเสื่อมราคา ต้นทุนคงที่ของการวิจัยและพัฒนาก็คือ การตัดบัญชีของต้นทุนการวิจัยและพัฒนาคุณภาพสินค้า

ธุรกิจทุกประเภทต้องพิจารณาถึงการลงทุนในสินทรัพย์แล้วก่อให้เกิดต้นทุนคงที่ เพื่อให้เข้าใจเรื่องภาระผูกพันในการดำเนินงานง่ายขึ้น มีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่องจุดคุ้มทุนก่อน

จุดคุ้มทุน ( Break - even - point )

จุดคุ้มทุน หมายถึง ณ ระดับการผลิตหรือการขายระดับใดระดับหนึ่งที่ก่อให้เกิดรายได้รวม ( Total revenue ) เท่ากับต้นทุนรวม ( Total cost ) ต้นทุนรวมประกอบด้วยต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร ดังนี้

1. ต้นทุนคงที่ ( Fixed costs ) เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ผันแปรไปตามจำนวนหน่วยผลิตหรือขาย ต้นทุนคงที่รวมจะคงที่ตลอดเวลา แต่ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยจะลดลง ถ้าปริมาณการผลิตหรือขายสูงขึ้น เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าเช่า เงินเดือน ภาษีทรัพย์สิน เป็นต้น

2. ต้นทุนผันแปร ( Variable costs ) เป็นค่าใช้จ่ายที่ผันแปรไปตามจำนวนหน่วยผลิตหรือขาย ถ้าปริมาณการผลิตหรือขายมากต้นทุนผันแปรจะมาก แต่ถ้าปริมาณการผลิตหรือขายน้อยต้นทุนผันแปรจะน้อย นั่นคือ ต้นทุนผันแปรรวมจะเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณการผลิตหรือขาย แต่ต้นทุนผันแปรต่อหน่วยจะคงที่ เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน ค่านายหน้า

กำหนดให้

P = ราคาขายสินค้าต่อหน่วย
Q = จำนวนหน่วยที่ผลิตหรือขาย
TR = รายได้รวม
V = ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย
F = ต้นทุนคงที่รวม
VC = ต้นทุนผันแปรรวม
TC = ต้นทุนรวม
EBIT = กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี
จุดคุ้มทุนคือจุดที่ : รายได้รวม = ต้นทุนรวม
สูตร Q = F / ( P - V )
ถ้าธุรกิจต้องการกำไร : รายได้รวม = ต้นทุนรวม + กำไร
Q = ( F + EBIT ) / ( P - V )
EBIT = Q ( P - V ) - F

ข้อจำกัดของการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน

1. การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน มีข้อสมมติต่าง ๆ ดังนี้
1.1 ราคาขาย กำหนดให้มีราคาเดียว ไม่ว่าจะมีการขายมากหรือน้อย
1.2 ต้นทุนคงที่ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะผลิตเพิ่มขึ้นจำนวนเท่าไร
1.3 ต้นทุนผันแปรต่อหน่วยคงที่

2. ในเรื่องการหาจุดคุ้มทุนนั้น จะใช้ได้ผลดีเมื่อกิจการผลิตและขายสินค้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากมีหลายประเภทต้องหาจุดคุ้มทุนแต่ละประเภท ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก

3. ข้อจำกัดในเรื่องการแยกต้นทุนว่าอย่างไรคือต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร ต้นทุนกึ่งคงที่กึ่งผันแปร

4. จะใช้ได้ดีในเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนในระยะสั้น เพราะข้อมูลที่ใช้ในการหาจุดคุ้มทุนนั้น เป็นข้อมูลในอดีต

ตัวอย่าง บริษัทแก้วเจ้าจอม จำกัด เปิดดำเนินกิจการโดยการจำหน่ายขนมชนิดหนึ่ง ซึ่งขายในราคา 100 บาทต่อหน่วย ในการดำเนินงานมีต้นทุนคงที่รวม 500,000 บาท ต้นทุนผันแปร 75 บาทต่อหน่วย จงหาจุดคุ้มทุน

วิธีทำ Q = F / ( P - V )
Q = 500,000 / ( 100 - 75 )
= 20,000 หน่วย

แสดงว่าบริษัทจะต้องทำการขายสินค้าให้ได้ 20,000 หน่วย จึงจะคุ้มทุน

จากโจทก์เดิม ถ้ากิจการต้องการกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี 100,000 บาท ให้คำนวณหาจำนวนหน่วยที่ขาย

วิธีทำ Q = ( F + EBIT ) / ( P - V )
= ( 500,000 + 100,000 ) / ( 100 - 75 )
= 600,000 / 25 = 24,000 หน่วย

แสดงว่า กิจการจอต้องทำการขายให้ได้ 24,000 หน่วย จึงจะได้รับกำไร 100,000 บาท

ผลกระทบต่อจุดคุ้มทุนจากปัยจัยต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป

1. ราคาขายเปลี่ยนแปลง
- ราคาขายลดลง ปัจจัยตัวอื่นคงเดิม จุดคุ้มทุนจะเพิ่มขึ้น
- ราคาขายเพิ่มขึ้น ปัจจัยตัวอื่นคงเดิม จุดคุ้มทุนจะลดลง

ตัวอย่าง จากตัวอย่างบริษัทแก้วเจ้าจอม ถ้าปัจจัยอื่นคงที่ แต่ราคาขายเปลี่ยนแปลงจาก 100 บาท ลดลงมาเหลือ 95 บาท จงหาจุดคุ้มทุน

วิธีทำ Q = 500,000 / ( 95 - 75 )
= 500,000 / 20
= 25,000 หน่วย

จากตัวอย่างบริษัทแก้วเจ้าจอม ถ้าปัจจัยอื่นคงที่ แต่ราคาขายเปลี่ยนแปลงจาก 100 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 105 บาท จงหาจุดคุ้มทุน

วิธีทำ Q = 500,000 / ( 105 - 75 )
= 500,000 / 30
= 16,666.66 หน่วย

2.ต้นทุนคงที่เปลี่ยนแปลง
- ต้นทุนคงที่ลดลง ปัจจัยตัวอื่นคงเดิม จุดคุ้มทุนจะลดลง
- ต้นทุนคงที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยตัวอื่นคงเดิม จุดคุ้มทุนจะเพิ่มขึ้น

ตัวอย่าง จากตัวอย่างบริษัทแก้วเจ้าจอม ถ้าปัจจัยอื่นคงที่ แต่ต้นทุนคงที่จาก 500,000 บาท ลดลงมาเหลือ 450,000 บาท

วิธีทำ Q = 450,000 / ( 100 - 75 )
= 450,000 / 25
= 18,000 หน่วย

จากตัวอย่างบริษัทแก้วเจ้าจอม ถ้าปัจจัยอื่นคงที่ แต่ต้นทุนคงที่จาก 500,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 600,000 บาท

วิธีทำ Q = 600,000 / ( 100 - 75 )
= 600,000 / 25
= 24,000 หน่วย

3. ต้นทุนผันแปรเปลี่ยนแปลง
- ต้นทุนผัแปรลดลง ปัจจัยตัวอื่นคงเดิม จุดคุ้มทุนจะลดลง เพราะกำไรแปรได้ต่อหน่วยเพิ่มขึ้น
- ต้นทุนผัแปรเพิ่มขึ้น ปัจจัยตัวอื่นคงเดิม จุดคุ้มทุนจะเพิ่มขึ้น เพราะกำไรแปรได้ต่อหน่วยลดลง

ตัวอย่าง จากตัวอย่างบริษัทแก้วเจ้าจอม ถ้าต้นทุนผันแปรจาก 75 บาท ลดลงมาเหลือ 70 บาท ต่อหน่วย

วิธีทำ Q = 500,000 / ( 100 - 70 )
= 500,000 / 30
= 16,666.66 หน่วย

จากตัวอย่างบริษัทแก้วเจ้าจอม ถ้าต้นทุนผันแปรจาก 75 บาท เพิ่มเป็น 80 บาท ต่อหน่วย

วิธีทำ Q = 500,000 / ( 100 - 80 )
= 500,000 / 20
= 25,000 หน่วย

--------------------------------------------------------------------------------

ตัวอย่าง บริษัท วิมเบิลดัน จำกัด ขายลูกเทนนิสลูกละ 20 บาท ต้นทุนคงที่รวม 200,000 บาท ต้นทุนผัแปรลูกละ 15 บาท จัดหาเงินทุนด้วยวิธีการออกหุ้นสามัญจำนวน 1,000 หุ้น มูลค่า 1,750,000 บาท เพื่อลงทุนในการซื้อเครื่องจักรมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ให้พิจารณาการลงทุนซื้อเครื่องจักรดังกล่าวมาเพื่อใช้ในการดำเนินงาน ณ ระดับจำนวนหน่วยขายระดับใดถึงจะได้รับประโยชน์สูงสุด ถ้ากำหนดจำนวนหน่วยขายเท่ากับ 20,000 40,000 60,000 และ 80,000 หน่วย จะได้รับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเท่าใด

วิธีทำ จำนวนหน่วยขาย ณ จุดคุ้มทุน Q = FC / ( P - VC ) = 200,000 ( 20 - 15 ) = 40,000 หน่วย

จำนวนหน่วยขาย ณ ระดับ (Q ) 20,000 40,000 60,000 80,000
ยอดขาย (TR) 400,000 800,000 1,200,000 1,600,000
ต้นทุนผัแปร ( VC ) 300,000 600,000 900,000 1,200,000
กำไรแปรได้ 100,000 200,000 300,000 400,000
ต้นทุนคงที่ ( FC ) 200,000 200,000 200,000 200,000
กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี ( EBIT ) -100,000 0 100,000 200,000
ภาษี 30 % 0 0 30,000 60,000
กำไร( ขาดทุน )สุทธิ ( EAT ) -100,000 0 70,000 140,000
อัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE ) -5.7% 0% 4% 8%
จากผลการวิเคราะห์ของ วิมเบิลดัน จำกัด สรุปได้ดังนี้
Q = 20,000 EBIT = -100,000 ROE = - 5.7 ความเสี่ยงสูง
Q = 40,000 EBIT = 0 ROE = 0 คุ้มทุนพอดี
Q = 60,000 EBIT = 100,000 ROE = 4 พ้นสภาพความเสี่ยงเล็กน้อย
Q = 80,000 EBIT = 200,000 ROE = 8 พ้นสภาพความเสี่ยงมาก

Liquidation Stock Price และ Going Concern Stock Price

ตัวอย่าง
บริษัทมีหนี้สิน 400 ล้าน มีส่วนของผู้ถือหุ้น 100 ล้าน
ขอให้เพื่อนๆทราบว่า ต้นทุนของเงินประเภทก่อหนี้ เรียกว่า Cost of Debt ใช้ชื่อย่อว่า Kd ในกรณีนี้สมมติว่าเท่ากับ 10 % และต้นทุนของเงินที่ได้จากผู้ถือหุ้น เรียกว่า Cost of Equity ใช้ชื่อย่อว่า Ke ในกรณีนี้สมมุติว่าเท่ากับ 20 %
ตัวเลข 20 % นี้ เป็นความต้องการขั้นต่ำสุดของผู้ถือหุ้น ถ้าผู้บริหารบริษัททำได้ต่ำกว่านี้ นักลงทุนจะขายหุ้นแล้วไปลงทุนที่บริษัทอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

วิธีการคำนวณต้นทุนถัวเฉลี่ยของเงินทุนของบริษัท (WACC-Weighted Average Cost of Capital)

สูตร WACC = [Debt / (Debt + Equity) * Kd ] + [Equity / (Debt + Equity) * Ke ]
ในกรณีตัวอย่างนี้ WACC = 400/500 * 0.10 + 100/500 * 0.20 ซึ่งเท่ากับ 12 % เป็นต้นทุนถัวเฉลี่ยของเงินทุนของบริษัท

ตอนนี้เราจะมาดูกันว่า ถ้าผู้บริหารบริษัทบริหารงาน(หรือ Generate Cash Flow) ได้ในกรณีต่างๆต่อไปนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับ Stock Price
1. กรณี Generate Cash Flow ได้ เท่ากับ ความต้องการของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นพอดี
2. กรณี Generate Cash Flow ได้น้อยกว่าความต้องการของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น
3. กรณี Generate Cash Flow ได้มากกว่าความต้องการของผู้ถือหุ้น (สำหรับเจ้าหนี้ เราจะไม่ให้ดอกเบี้ยมากกว่าที่เจ้าหนี้กำหนด)

คำว่า Stock Price ที่กล่าวถึงนี้ หมายถึง Going Concern Stock Price หมายความว่า เป็นราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งได้มาจากการคำนวณดังนี้
เอา Value of the Firm ใน Going Concern (ย่อว่า Vf- ซึ่งวิธีการคำนวณจะอธิบายด้านล่าง) หักด้วย Value of Debt (ย่อว่า Vd) ซึ่งจะได้เท่ากับ Value of Equity (ย่อว่า Ve) จากนั้นเอาจำนวนหุ้นไปหารจะได้ราคาหุ้น Stock Price ใน Concept Going Concern

ส่วนคำว่า Liquidation Stock Price หมายความว่าราคาหุ้นในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการวันนี้ ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินคืนหุ้นละเท่าไร โดยคำนวณจาก การเอาสินทรัพย์ทั้งหมดไปขายทอดตลาด ได้เงินมาเท่าไรต้องเอาไปชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ก่อน แล้วจึงนำมาแบ่งให้ผู้ถือหุ้น
วิธีการคำนวณหา Value of the Firm ใน Going Concern

ก่อนอื่นเพื่อนๆต้องเข้าใจก่อนว่า Value of Firm ใน Concept Going Concern ก็คือ "มูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของ Cash Flow ที่ Firm ควรจะ Generate ได้ในอนาคต"

จากคำพูดข้างบนนี้เราต้องทราบสูตรง่ายๆที่จะหามูลค่าปัจจุบันกรณีเงินแต่ละงวดเท่าๆกัน(ที่พวกเราเรียนจากอาจารย์รวิวัลย์เมื่อเทอมที่แล้ว) สูตรดังกล่าวคือ = จำนวนเงินงวดที่เข้ามาเท่าๆกันทุกงวด หารด้วย อัตราผลตอบแทน

จำนวนเงินงวดที่เข้ามาเท่าๆกันทุกงวดในที่นี้ก็คือ Cash Flow ที่ Generate ได้ในแต่ละปีนั่นเอง
ส่วนอัตราผลตอบแทน ก็คือ WACC นั่นเอง

ดังนั้น กรณีนี้ ถ้า Cash Flow ที่ Generate ได้เท่ากับปีละ 60 ล้าน และ WACC = 12% จะคำนวณ Value of the Firm (ใน Going Concern) ได้เท่ากับ 60/0.12 = 500 ล้าน

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นความรู้พื้นฐานสำหรับการเรียน Finance ในครั้งต่อๆไปครับ

จากตอนที่แล้วพูดถึงผลกระทบต่อ Stock Price ใน 3 กรณี ซึ่งจะอธิบายได้ดังนี้

กรณีที่ 1 ถ้า Generate Cash Flow ได้ เท่ากับ ความต้องการของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นพอดี

ปีที่1 ปีที่2 ปีที่ n
Interest (Kd=10%) 40 40 40
Dividend(Ke=20%) 20 20 20
จำนวน Cash Flow ที่ควรจะ Generate ได้แต่ละปี 60 60 60
ถ้า Firm ทำได้เท่ากับ 60 ล้านต่อปีพอดี
ก็จะคำนวณ Value of the Firm = 60/0.12 = 500 ล้าน
สามารถนำมาคำนวณ Going Concern Stock Price ได้ดังนี้ (500-400)/10 = หุ้นละ 10
400 คือ Value of Debt ; 10 ที่นำไปหารคือจำนวนหุ้นทั้งหมด

จากนั้นเรามาดู Liquidation Stock Price (ใครยังไม่ทราบว่าคืออะไรให้ย้อนกลับไปอ่านตอนต้นๆข้างบนนี้)
พบว่า Liquidation Stock Price ก็เท่ากับ 10 บาทเหมือนกัน (คำนวนได้จากเอา Total Asset ตั้ง หักด้วย Debt เหลือเท่าไรเอาไปให้ผู้ถือหุ้นแบ่งกัน ปรากฎว่าแบ่งได้หุ้นละ 10 บาทเท่ากับราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาด (Going Concern Stock Price พอดี)
นั่นหมายความว่าผู้บริหารยังไม่ได้ Maximized Shareholders' Wealth เพียงแต่ทรงๆเอาไว้ไม่โดยไม่ทำลาย Wealth ของผู้ถือหุ้น เพราะว่าบริหารงานโดยทำให้ราคาหุ้นในตลาด(Going Concern Stock Price)เท่ากับส่วนแบ่งของผู้ถือหุ้นเมื่อเลิกกิจการ( Liquidation Stock Price)พอดี

กรณีที่ 2 ถ้าผู้บริหาร Generate Cash Flow ได้น้อยกว่าความต้องการของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น

เช่น ผู้ถือหุ้นต้องการ 20% แต่ Firm ทำได้แค่ 15%

ดังนั้นจากข้อมูลเดิม (ดูในกรณีที่ 1) Firm นี้สามารถ Generate Cash ได้เพียงปีละ 55 ล้านเท่านั้น เมื่อนำมาคำนวณหา Vf ใน Going Concern
จะได้เท่ากับ 55/0.12 เท่ากับ 458.33 ล้าน เมื่อนำมาคำนวณหา Going Concern Stock Price จะได้เท่ากับ (458.33-400)/จำนวนหุ้นคือ 10 ล้านหุ้น จะได้ราคาหุ้นเท่ากับ 5.83 บาท แต่ในขณะเดียวกัน Stock Price ใน Liquidation เท่ากับ 10 บาทเหมือนเดิม จะเห็นว่า ในกรณีที่ 2 นี้ Stock Price ใน Going Concern จะต่ำกว่า Stock Price ใน Liquidation นี่คือคำตอบว่า "หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าบริษัทไหน ราคาที่ trade อยู่ใน
ตลาดหลักทรัพย์ต่ำกว่าราคา Liquidation นั่นแสดงว่า Time Interest of Return ต่ำกว่าที่ผู้ถือหุ้นต้องการ"

*** วิธีที่จะ Maximized Shareholders' Wealth คือ ทำให้ Time Interest of Return สูงกว่าที่ผู้ถือหุ้นต้องการนั่นเอง ****

หรือมองในอีกมุมหนึ่ง

บริษัทนี้ เอาเงินเจ้าหนี้มา 400 ล้าน เอาเงินจากผู้ถือหุ้นมา 100 ล้าน มาลงทุนในสินทรัพย์จำนวน 500 ล้าน ต้นทุนถัวเฉลี่ยของเงินทุน (WACC) เท่ากับ 12%
สมมุติว่าบริษัทนี้ Generate Cash Flow ปีละ 60 ล้าน บริษัทนี้ใช้เงินลงทุน 500 ล้าน เพราะฉะนั้นคิดเป็นผลตอบแทนปีละ 60/500*100 = 12% เท่ากับต้นทุนของเงินทุนพอดี จึงทำให้ Stock Price ใน Going Concern เท่ากับ Stock Price ใน Liquidation

แต่ถ้าเปลี่ยนตัวเลขว่า บริษัทนี้ Generate Cash Flow ได้ปีละ 55 ล้าน คือผลตอบแทนจากการลงทุนเท่ากับ 55/500*100 = 11% คือได้ไม่ถึงต้นทุนของเงินทุนคือ 12 % จึงทำให้ราคา Stock ที่ซื้อขายกัน ต่ำกว่าราคา Stock เมื่อเลิกกิจการ

แต่ถ้าเปลี่ยนตัวเลขเป็น Generate Cash Flow ได้ 70 ล้าน คือผลตอบแทนจากการลงทุนจะมากกว่าต้นทุนของเงินลงทุน ดังนั้นราคา Stock จึงสูงกว่าราคา Liquidation **นี่คือวิธีการ Maximized Stock Price **

สรุปได้ว่า ** เวลาเราทำการลงทุนใดๆ Return ของ Project จะต้องสูงกว่า Cost of Capital เสมอ **



ข้อความต่อไปนี้ เป็นการสรุป Keyword สำคัญๆ ถ้าเพื่อนๆ x19 อ่านตอนเรียนชั่วโมงแรกๆ ก็อาจจะยังไม่เข้าใจ เช่นคำว่า “แคปเอ็ม” (CAPM) “ค่าความเสี่ยง” “ค่าเบต้า” “MM Theory” “Free CashFlow” และอื่นๆ แต่ถ้าเรียนไปเรื่อยๆ จนถึงชั่วโมงสุดท้ายเพื่อนๆ จะต้องรู้จักคำเหล่านี้เป็นอย่างดีทุกคำ—ขอให้โชค A …จากพี่พรเทพ x-18

WACC คืออะไร

WACC หรือ Weighted Average Cost of Capital ก็คือ ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของกิจการต่าง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย ต้นทุนของเงินกู้ยืม (Cost of debt) และต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น (Cost of equity)

หน้าที่หลังของผู้บริหารการเงินก็คือ ต้องพยายามบริหาร WACC ให้มีค่าต่ำ ที่สุด ซึ่งโดยทั่วไป ต้นทุนของเงินกู้ยืม จะมีค่าต่ำกว่าต้นทุนของส่วนของ ผู้ถือหุ้นค่อนข้างมาก ดังนั้น บริษัทใดก็ตามมีโครงสร้างทางการเงินที่สามารถกู้ยืมเงินได้ในระดับที่เหมาะสมกับฐานะการเงินย่อมจะทำให้ WACC มีค่าต่ำกว่าบริษัทที่ใช้ equity ทั้งหมด

Cost of Equity

Cost of Equity หรือ Ke นั้น ในทางทฤษฎีสามารถคำนวณได้จาก CAPM หรือ Capital Asset Pricing Model

CAPM เป็นการคำนวณผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาดหวัง จากการพยายามหาค่าความเสี่ยง (Risk premium) โดยใช้ค่า
เบต้า เป็นตัววัด

ค่าเบต้า มาจากการคำนวณพฤติกรรมของราคาหุ้นดังกล่าวในอดีตระยะเวลานาน ๆ ว่ามีอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นกี่ % เมื่อเทียบจากอัตราการเปลี่ยนแปลงของตลาดรวม 1%

Ke ตาม CAPM จะ =Rf +(Rm - Rf) x Beta

เนื่องจากค่าเบต้าของหุ้นแต่ละตัวมีค่าไม่เท่ากัน ดังนั้น ผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาดหวังในหุ้นแต่ละตัวจึงไม่เท่ากันด้วย

ปัจจัยที่มีผลกระทบกับค่าเบต้า ก็คือปัจจัยที่จะส่งผลให้ราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกว่าหรือแย่กว่าตลาดนั่นเอง โดยทั่วไปก็มักจะได้แก่
1. ขนาดของบริษัท
2. ความผันผวนของรายได้ของธุรกิจ
3. อัตราการกู้ยืมของบริษัท

BUSINESS VALUATION

กล่าวโดยสรุป ปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อมูลค่าหุ้น จะประกอบไปด้วย ปัจจัยหลัก 3 กลุ่มด้วยกันคือ
1. ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) หมายถึงอัตราส่วนกำไรต่อยอดขาย (Net profit margin)
2. การบริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ ( Asset management ) หมายถึงอัตราส่วนยอดขายต่อสินทรัพย์รวม (Asset Turnover)
3. การบริหารต้นทุนทางการเงิน (Cost of capital) หมายถึงสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity)

Popular Posts