MBA

We constantly research and disseminate knowledge to prepare graduate students to be leaders at the community, national and international levels.

Facebook is a social utility that connects people with friends and others who work, study and live around them. People use Facebook to keep up with friends

Custom Search

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552

Functions of Financial Management

หน้าที่ของการบริหารการเงิน
1.Financing Decision - การตัดสินใจด้านการจัดหาเงินทุน
หมายถึง การจัดสัดส่วนของเงินทุนประเภทก่อหนี้ (Debt) และจากผู้ถือหุ้น (Equity) ให้เหมาะสม

2. Investment Decision - การตัดสินใจด้านการลงทุน
หมายถึง การตัดสินใจนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ

3. Liquidity Management - การบริหารสภาพคล่อง
หมายถึง การจัดสัดส่วนที่เหมาะสมของสินทรัพย์หมุนเวียน (Current Asset) และ หนี้สินหมุนเวียน (Current Liability) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การบริหารเงินทุนทำการสุทธิ (Net Working Capital Management)

Goal ที่สูงที่สุดของ Firm คือ Maximize Shareholder's Wealth หรือ Maximize Stock Price หรือ Maximize Value of the Firm ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้เหมือนกัน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. Maximize Shareholder's Wealth คือการ Maximize Stock Price เพราะว่า Shareholder's Wealth ขึ้นอยู่กับ Return ในรูปของเงินปันผลและกำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain) ซึ่งกำไรจากการขายหุ้นจากได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ Stock Price (ถ้าขายได้ราคาสูงก็จะได้กำไรจากการขายหุ้นมากด้วย) สำหรับเงินปันผล Firm ที่ไม่จ่ายเงินปันผล Wealth ของผู้ถือหุ้นจะเก็บไว้ใน Stock Price (ตรงนี้อาจารย์กำลังจะบอกว่า เงินปันผลก็คือ Stock Price นั่นเอง โดยแตกออกมาจ่ายให้ผู้ถือหุ้นเป็นเงินสด บริษัทที่จ่ายเงินปันผลจะทำให้ Stock Price ลดลงเท่ากับเงินปันผลที่จ่ายออกไป ซึ่งสรุปได้ว่า การจ่ายเงินปันผลเป็นการ Split Shareholder's Wealth จาก Stock Price ไปอยู่ในรูปของเงินสดปันผลเท่านั้น) ดังนั้นจึงสรุปว่า การMaximize Shareholder's Wealth คือการ Maximize Stock
Price ก็ได้

2. การ Maximize Value of the Firm เป็นการ Maximize Stock Price ด้วยเพราะว่า จาก Value of the Firm (Vf) ถ้าเราเอา Value of the Debt (Vd) ไปหักออก จะเป็นส่วนแบ่งของผู้ถือหุ้นหรือที่เรียกว่า Value of Equity (Ve) และจาก Value of Equity ถ้านำมาหารด้วยจำนวนหุ้น นั่นคือ Stock Price เพราะฉะนั้นการ Maximize Value of the Firm คือการ Maximize Stock Price เพราะว่าถ้ากำหนดให้ Value of Debt คงที่ ยิ่ง Value of the Firm สูง ก็จะทำให้ Value of Equity สูงขึ้นด้วย และทำให้ Stock Price สูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การ Maximize Value of the Firm คือการ Maximize Stock Price นั่นเอง

(ข้อสอบ 1 ข้อ)

จาก Goal of Firm คือการ Maximize Shareholder's Wealth / Maximize Value of Firm และ Maximize Stock Price ซึงกิจการจะMaximize Stock Price ได้ก็จะต้อง Maximize Cash Flow ซึ่งตาม Sense ของคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่า การ Maximize Stock Price คือการ Maximize Profit ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด ที่ถูกต้องคือ ต้อง Maximize Cash Flow เพราะว่า Profit เป็นเพียงตัวเลขทางบัญชี (Accounting Profit) จากงบกำไรขาดทุน ซึ่งใช้เกณฑ์คงค้างในการบันทึกบัญชี ดังนั้นบางปีที่กิจการมี Profit มาก แต่กิจการขาดสภาพคล่องคือไม่มีเงินสดมาใช้จ่ายหรือชำระหนี้ เพราะว่าปีนั้นขายสินค้าได้มากแต่ไม่สามารถเก็บเงินได้ (มีแต่ตัวเลขยอดขาย-จึงมีตัวเลขกำไรเกิดขึ้น แต่เก็บเงินสดไม่ได้ มีแต่ยอดลูกหนี้การค้า) ในขณะที่ค่าใช้จ่ายต่างๆนั้นต้องจ่ายเป็นเงินสดทั้งสิ้น ดังนั้นบริษัทจึงควรให้ความสำคัญกับเงินสดหรือ Cash Flow มากกว่ากำไรหรือ Profit ซึ่งเป็นเพียงกำไรทางบัญชีเท่านั้น
นอกจากนั้น วิธีการทางบัญชีที่แตกต่างกัน เช่นการบันทึกต้นทุนแบบ FIFO แบบ LIFO หรือการใช้วิธีตัดค่าเสื่อมแต่ละแบบก็จะทำให้กำไรของแต่ละวิธีการทางบัญชีต่างกันด้วย

ข้อสังเกต Accounting Profit ของกิจการจะมีทิศทางตรงข้ามกับ Cash Flow เช่น ถ้ากำไรมากก็จะเสียภาษีมากทำให้เงินไหลออกมาก Cash Flow จะน้อยกว่ากิจการที่มี Accounting Profit น้อยซึ่งจะเสียภาษีน้อย ทำให้เงินไหลออกน้อย





Conflict of Interest

ใน Firm มีอยู่ 3 Party คือ
1.Shareholders-ผู้ถือหุ้น
2.Debtholders-เจ้าหนี้
3.Managers-ผู้บริหาร
(ผู้บริหาร ถือเป็นตัวแทนหรือ Agent ของผู้ถือหุ้น มีหน้าที่สร้าง Wealth ให้กับผู้ถือหุ้น)

ทั้ง 3 ฝ่ายนี้ต่างก็มี Goal หรือ Interest ของตนเอง
Goal ของผู้บริหาร ก็คือ เงินเดือน โบนัส และรายได้ในรูปแบบอื่นๆ ถ้า Firm Generate Cash Flow มาได้เท่าไร จะต้องจ่ายให้ผู้บริหารก่อนแล้วจึงจ่ายให้เจ้าหนี้ จากนั้นเหลือเท่าไรจึงจะเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น ถ้าผู้บริหารตั้งเงินเดือนให้ตัวเองสูงๆ มีรถประจำตำแหน่งราคาแพงๆ หรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอื่นๆ ก็จะทำให้ Wealth ของผู้ถือหุ้นลดน้อยลงไป ดังนั้นการ Maximize Wealth ของผู้บริหาร ก็จะเป็นการ Minimize Wealth ของผู้ถือหุ้น เรียกว่าเป็นเป็น Conflict of Interest ระหว่างผู้บริหารกับผู้ถือหุ้น

เพื่อเป็นการป้องกันหรือลดปัญหา Conflict of Interest นี้ จึงเกิดคำว่า "Agency Cost" ขึ้น ซึ่งคำนี้มีความหมายว่า ต้นทุนที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหา Conflict of Interest ระหว่างผู้บริหารกับผู้ถือหุ้น

ตัวอย่างของ Agency Cost เช่น
1. Monitoring Cost
เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้นในการสร้างมาตรการติดตามเฝ้าดูหรือควบคุมการทำงานของผู้บริหาร เช่น มีฝ่ายตรวจสอบ (Internal Audit) ฝ่ายกฎหมาย เป็นต้น
2. Incentive Fee เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อจูงใจให้ผู้บริหารตั้งใจมุ่งมั่นที่จะสร้าง Wealth ให้กับผู้ถือหุ้น เช่น มีการให้ Stock Options กับผู้บริหาร (คือการมอบหุ้นให้ผู้บริหาร เพื่อให้ผู้บริหารมีส่วนเป็นเจ้าของด้วย) หรือการจ่าย Bonus หรือรายได้จากผลประกอบการ ถ้า Performance ดี ก็จะได้รายได้มาก เป็นต้น



ปัจจัยต่างๆที่จูงใจให้ผู้บริหาร Maximize Shareholder's Wealth
(Controlling Devices)

1. ผู้ถือหุ้น เป็นผู้ Vote เลือก กรรมการ
กรรมการ เป็นผู้เลือกหรือว่าจ้าง ผู้บริหาร
ดังนั้น ผู้ถือหุ้นจึงสามารถควบคุมผู้บริหารได้ โดยกระทำผ่านกรรมการ ถ้าผู้บริหารทำงานไม่ถูกใจผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นก็สามารถบอกกรรมการให้เลิกจ้างผู้บริหารก็ได้

2. ให้ Stock Options หรือ Performance Share
คือให้ผู้บริหารมีส่วนเป็นเจ้าของ หรือได้ผลตอบแทนที่ขึ้นอยู่กับผลประกอบการ ซึ่งจะจูงใจให้ผู้บริหารหันมาสนใจสร้างหรือทำให้เกิด Maximize Shareholder's Wealth

3. Threat of being taken over (ผลร้ายจากการถูกซื้อกิจการ)
ตัวอย่าง
ถ้าราคาหุ้นของบริษัทที่ trade อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ คือ 75 บาทต่อหุ้น (ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เป็นราคาที่ได้จากการคำนวณ
ตาม Concept Going Concern หรือ "หลักการดำรงอยู่ของกิจการ" กล่าวคือราคาหุ้นมาจาก Value of the Firm ซึ่งเป็นผลมาจากการ
คาดคะเนความสามารถในการ Generate Cash Flow ในอนาคตของบริษัท แล้วคำนวณกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบันหรือ Present Value)

ในขณะเดียวกัน ถ้าบริษัทเลิกกิจการในวันนี้ มีการคำนวณราคาหุ้นใน Liquidation Concept เช่นใช้วิธี Net Asset Value Per Share (NPV per share) โดยการประเมินสินทรัพย์ในด้านซ้ายของงบดุล ในราคาตลาด ได้เท่าไร นำมาหักด้วยมูลค่าของเจ้าหนี้ (Value of Debt) ที่เหลือเป็นส่วนแบ่งของผู้ถือหุ้นที่จะได้คืนเมื่อเลิกกิจการ จากนั้นนำมาหารด้วนจำนวนหุ้น ก็จะได้เป็น Stock Price ใน Liquidation Concept สมมุติว่าคำนวนได้เท่ากับ 100 บาทต่อหุ้น
จากปรากฏการณ์ข้างต้นนี้ (ราคาหุ้นในตลาดต่ำกว่า ราคาหุ้นใน Liquidation Concept) ก็จะมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งคอยจ้องจะเข้ามา Take Over กิจการ โดยเข้ามาซื้อหุ้นให้เกินสัดส่วน 50 % จากนั้นก็จะเรียกประชุมผู้ถือหุ้น Vote ให้เลิกกิจการแล้วเอาสินทรัพย์มาขายทอดตลาดแล้วเอาเงินมาจ่ายให้เจ้าหนี้แล้วที่เหลือมาแบ่งกัน ซึ่งก็ยังกำไร เนื่องจากราคาหุ้น ใน Liquidation Concept สูงกว่าราคาตลาดที่พวกเขาซื้อมา ผลก็คือ ผู้บริหารจะตกงาน ทั้งนี้เนื่องจากว่าผู้บริหารทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ปล่อยให้ราคาหุ้นตกต่ำลงไปจนต่ำกว่าราคาหุ้นใน Liquidation จนทำให้ถูก Take Over และล้มเลิกกิจการ ซึ่งถือว่าเป็นผลร้ายอันหนึ่งของผู้บริหาร หรือ Threat of being taken over

4. Competition in labor market
ตลาดว่าจ้างผู้บริหาร เป็นตลาดที่ค่อนข้างแข่งขันสูง ถ้าผู้บริหารคนใดบริหารงานไม่ดี ก็จะรู้กันทั่วไปจนไม่มีกิจการใดอยากจะจ้างผู้บริหารคนนี้มาทำงาน

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552

การบ้าน

บริษัท L จำกัด กำลังพิจารณาโครงการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งออกสู่ตลาด โดยที่บริษัทต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรในราคา 680,000 บาท ค่าขนส่งเครื่องจักร 10,000 บาท ค่าติดตั้งเครื่องจักร10,000 บาท เครื่องจักรมีอายุการใช้งาน 5 ปี มีมูลค่าซาก 100,000 บาท ในการผลิตสินค้าจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (ไม่รวมค่าเสื่อมราคา) ปีละ 300,000 บาท บริษัทต้องลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิเพิ่มขึ้นอีกในตอนเริ่มต้นโครงการเป็นเงิน 90,000 บาท และจะได้รับเงินจำนวนนี้กลับคืนมาเมื่อสิ้นสุดโครงการในปลายปีที่ 5 บริษัทคาดว่าสามารถผลิตสินค้าออกขายได้ปีละ 640,000 บาท ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรคิดตามวิธีเส้นตรง และบริษัทต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตรา 30 %
บริษัทควรจะดำเนินการตามโครงการนี้หรือไม่ ให้พิจารณาโดยใช้ วิธี
Payback Period : (ระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 3 ปี)
Discounted Payback Period (ระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 3 ปี อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ 12 %)
Net Present Value (NPV) : (อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ 12 %)
Internal Rate of Return (IRR) : (อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ 12 %)
Modified Internal Rate of Return (MIRR) : (อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ 12 %)

เฉลย Chapter 11: ข้อ 2

I กระแสเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ:
เครื่องจักร (680,000) บาท
ค่าขนส่ง (10,000)
ค่าติดตั้ง (10,000)
NWC ที่เพิ่มขึ้น (90,000)
รวม (790,000)
II กระแสเงินสดจากการดำเนินงานตลอดอายุโครงการ
ปีที่ 1-4 ปีละ . ปีที่ 5 .
รายได้ 640,000 640,000
ค่าใช้จ่าย 300,000 300,000
ค่าเสื่อมราคา 120,000 120,000
กำไรจากการดำเนินงาน 220,000 220,000
หัก ภาษีเงินได้ 30% 66,000 66,000
กำไรสุทธิ 154,000 154,000
บวก ค่าเสื่อมราคา 120,000 120,000
กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 274,000 274,000

III กระแสเงินสดของปีสุดท้าย(ปีที่ 5) :
มูลค่าซาก 100,000
NWC ที่ได้รับกลับคืนมา 90,000
รวมกระแสเงินสดของปีที่ 5 464,000

IV กระแสเงินสดสุทธิของโครงการ :
. 0 1 2 3 4 5 .
-790,000 274,000 274,000 274,000 274,000 464,000

V ผลการวิเคราะห์โครงการ :
1. PAYBACK PERIOD = 2 + 242,000/274,000 = 2.88 ปี
(ยอมรับโครงการเพราะไม่เกิน 3 ปี)
2. DISCOUNTED PAYBACK PERIOD
= 3 + 131,898 / 174,132
= 3.76 ปี
(ไม่ยอมรับโครงการเพราะเกิน 3 ปี)

. 0 1 2 3 4 5 .
-790,000 274,000 274,000 274,000 274,000 464,000

PRESENT VALUE AT 12 %

-790,000 244,643 218,431 195,028 174,132 263,286

V ผลการวิเคราะห์โครงการ (ต่อ) :
3. NPV12% = 305,519.78 บาท
(ยอมรับโครงการเพราะNPVมีค่าเป็นบวก)
4. IRR = 25.52%
( ยอมรับโครงการเพราะIRRมีค่ามากกว่า 12%)
5. MIRR = 19.57%
(ยอมรับโครงการเพราะMIRRมีค่ามากกว่า 12%)

การคำนวณค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรง
ค่าเสื่อมราคา = (ราคาทุน – มูลค่าซาก) / อายุการใช้งาน
= (700,000 – 100,000) / 5
= 120,000 บาท ต่อปี
NPV
NPV = 274,000(PVIFA 12%,4) + 464,000(PVIF12%,5) – 790,000
= 274,000(3.0373) + 464,000(0.5674) – 790,000
= 832,220 + 263,274 – 790,000
= 1,095,494 – 790,000
= 305,494 บาท
ยอมรับโครงการเพราะ NPVมีค่าเป็นบวก
(หมายเหตุ : ค่าNPV คลาดเคลื่อนจากการใช้เครื่องคิดเลขทางการเงิน
เพราะใช้ตัวเลขจากตารางPresent Value ซึ่งมีการปัดเศษ)
MIRR
0 k=12% 1 2 3 4 5 .
-790,000 274,000 274,000 274,000 274,000 464,000
306,880
343,706
384,950
431,144
790,000 1,930,680

0 = NPV

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

บัญชีเบื้องต้น

หลักการบัญชี
การบัญชี (Book-keeping)
การบัญชี หมายถึง การวิเคราะห์ จดบันทีกรายการค้าไว้เป็นหมวดหมู่และประเภท รวมถึงรายการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาสรุปผลการดำเนินการและแสดงฐานะทางการเงินของกิจการค้าแต่ละรูปแบบ
ประเภทของกิจการค้า(Types of Business Organization)
1. กิจการเจ้าของคนเดียว (Single Propretorship)
2. ห้างหุ้นส่วน (Partnership)
3. บริษัทจำกัด (Corporation)
ความแตกต่างอันสำคัญของกิจการค้าทั้ง 3 แบบนั้น อยู่ที่การบันทึกส่วนของเจ้าของทุน (Owner Equity)
สินทรัพย์ หนี้สิน และทุน
สินทรัพย์ (Assets) หมายถึง สิ่งที่มีตัวตน หรือไม่มีตัวตน อันมีมูลค่าเป็นเงิน ซึ่งบุคคล หรือกิจการค้าเป็นเจ้าของ
หนี้สิน (Liabilities) หมายถึง พันธะผูกพันธ์อันเกิดจากรายการค้าที่บุคคล หรือกิจการค้าต้องชำระคืน ในภายหลังด้วยสินทรัพย์หรือบริการ
ทุน (Proprietorship หรือ Capital) หมายถึง ส่วนของเจ้าของในสินทรัพย์นั่น หรือสินทรัพย์สุทธินั่นเอง

สมการบัญชี (Accounting Equation)
สินทรัพย์ทั้งสิ้นที่กิจการมีอยู่ในขณะใดขณะหนึ่ง ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคล 2 ฝ่าย คือ เจ้าหนี้ฝ่ายหนึ่ง และเจ้าของอีกฝ่ายหนึ่ง กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ก่อนเจ้าของกิจการ ซึ่งแสดงให้เห็นได้ในรูปของสมการบัญชี ดังนี้
กิจการไม่มีหนี้สิน สมการบัญชี คือ
สินทรัพย์ = ทุน (A = P)
กิจการมีหนี้สิน สมการบัญชี คือ
สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน (A = L+P)
จากข้อเท็จจริงของสมการบัญชี นำมาใช้เป็นหลักในการบันทึกรายการค้าในสมุดบัญชี ที่เรียกว่าหลักการบัญชีคู่ (Double Entry) และใช้เป็นหลักในการจัดทำรายงานทางบัญชี

การวิเคราะห์รายการค้า
รายการค้า (Business Transaction) หมายถึง การดำเนินงานในทางการค้าอันก่อนให้เกิดการโอนเงิน หรือสิ่งที่มีมูลค่าเป็นเงิน ระหว่างกิจการค้ากับบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง

สมุดบัญชี
สมุดลงรายการขั้นต้น (Book of Original Entry) ที่นิยมใช้กันมาก
1. สมุดรายวันทั่วไป (General Journal) ใช้บันทึกรายการเปิดบัญชี รายการค้า รายการปรับปรุง และรายการปิดบัญชี
2. สมุดรายวันซื้อ (Purchases Journal) ใช้ลงรายการซื้อสินค้าเชื่อ
3. สมุดรายวันขาย(Sales Journal) ใช้ลงรายการขายสินค้าเชื่อ
4. สมุดรายวันรับเงิน(Cash Receipts Journal) ใช้ลงรายการรับเงินสด
5. สมุดรายวันจ่ายเงิน (Cash Payments Journal) ใช้ลงรายการจ่ายเงินสด

สมุดแยกประเภท(Ledger)
1. สมุดแยกประเภทลูกหนี้ (Accounting Receivable Ledger) ใช้บันทึกลูกหนี้แยกเป็นรายบุคคล
2. สมุดแยกประเภทเจ้าหนี้(Accounting Payable Ledger) ใช้บันทึกเจ้าหนี้แยกเป็นรายบุคคล
3. สมุดแยกประเภททั่วไป (General Ledger) ใช้บันทึกบัญชีคุมยอดต่างๆ ทุกบัญชี

การจัดทำงบทดลอง
งบทดลอง (Trial Balance) เป็นการพิสูจน์ความถูกต้องของการบันทึกรายการบัญชีตามหลักบัญชีคู่ ซึ่งประกอบด้วย รายชื่อบัญชีในสมุดแยกประเภททั่วไปพร้อมด้วยยอดคงเหลือ(Accounting Balance) ของบัญชีนั้นๆ ซึ่งจะมีทั้งยอดดุลเดบิต (Debit Balance) และยอดดุลเครดิต (Credit Balance)
การรวมยอดบัญชีและหายอดบัญชีด้วยดินสอ (Pencil Footing) ในสมุดแยกประเภททั่วไป
1. รวมจำนวนเงินทางด้านเดบิตของแต่ละบัญชี แล้วเขียนยอดรวมไว้ใต้จำนวนเงินสุดท้าย
2. รวมจำนวนเงินทางด้านเครดิตของแต่ละบัญชี แล้วเขียนยอดรวมไว้ใต้จำนวนเงินสุดท้าย
3. หาผลต่างระหว่างยอดรวมทั้งสองด้านของแต่ละบัญชี แล้วนำผลต่างเขียนไว้ในช่องรายการของด้านที่มียอดรวมมากกว่า
ข้อสังเกต
1. ตัวเลขเขียนตัวเล็ก ๆ ด้วยดินสอไว้ชิดด้านบนของบรรทัดถัดไป
2. บัญชีใดมีรายการทางด้านเดบิตหรือเครดิตแต่ด้านเดียว แต่มีมากกว่า 1 รายการ จะมีแต่ยอดรวม ไม่มีผลต่าง
3. บัญชีใดที่มีเพียง 1 รายการไม่ต้องรวมยอด
4. บัญชีใดที่ยอดคงเหลือหมดไป ไม่ต้องนำมาเขียนในงบทดลอง

งบทดลองมักกระทำบ่อยครั้ง เข่น เดือนละครั้งในวันสิ้นเดือน นอกจากใช้ทดสอบการลงบัญชีแล้วงบทดลองที่จัดทำขึ้นในวันสิ้นงวดบัญชี ยังเป็นประโยชน์ในการใช้เป็นหลักในการทำงบกำไรขาดทุนรวมทั้งทำงบดุล เพื่อแสดงฐานะการเงินของกิจการด้วย
งบทดลองแม้จะมีประโยชน์ในการพิสูจน์ความถูกต้องของการบันทึกรายการในบัญชีแยกประเภททั่วไปก็ตาม แต่มิใช่เป็นการพิสูจน์ความถูกต้องที่สมบูรณ์ เพราะมีข้อผิดพลาดหลายประการ จะไม่ปรากฏให้เห็นเมื่อทำงบทดลอง ได้แก่
1. การบันทึกรายการผิดประเภทบัญชี เช่น จะต้องบันทึกบัญชีเป็นสินทรัพย์ แต่บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย
2. การบันทึกจำนวนเงินทั้งเดบิต และเครดิตด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน
3. การลืมลงรายการบางรายการ
4. การบันทึกรายการซ้ำสองครั้ง

ตัวอย่างการวิเคราะห์รายการค้าบางรายการ
1. เจ้าของกิจการนำเงินสดมาลงทุน
สินทรัพย์ เพิ่ม(เงินสด) = ทุน เพิ่ม(ทุน)
2. ขายสินค้าได้เงินสด
สินทรัพย์ เพิ่ม(เงินสด) = ทุน เพิ่ม(ขายสินค้า)
3. ซื้อรถบรรทุกเป็นเงินเชื่อ
สินทรัพย์ เพิ่ม(รถบรรทุก) = หนี้สิน เพิ่ม(เจ้าหนี้)
4. กู้เงินจากธนาคารมาใช้ในร้าน
สินทรัพย์ เพิ่ม(เงินสด) = หนี้สิน เพิ่ม(เงินกู้)
5. เจ้าของถอนเงินสดไปใช้ส่วนตัว
สินทรัพย์ ลด(เงินสด) = ทุน ลด(ถอนใช้ส่วนตัว)
6. จ่ายเงินเดือนพนักงาน
สินทรัพย์ ลด(เงินสด) = ทุนลด(เงินเดือน)
7. ชำระหนี้เงินกู้
สินทรัพย์ ลด(เงินสด) = หนี้สิน ลด(เงินกู้)
8. ซื้อเครื่องตกแต่งเป็นเงินสด
สินทรัพย์ เพิ่ม(เครื่องตกแต่ง) = สินทรัพย์ ลด(เงินสด)
9. ค่าเช่าถึงกำหนดจ่ายแต่ยังไม่ได้จ่าย
หนี้สิน เพิ่ม(ค่าเช่าค้างจ่าย) = ทุน ลด(ค่าเช่า)

ข้อสังเกต การวิเคราะห์จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์ หนี้สินและทุน ถ้าสมการบัญชีเปลี่ยนแปลงทั้ง 2 ข้าง ผลการวิเคราะห์จะเหมือนกัน ถ้าเปลี่ยนแปลงในข้างเดียวกัน ผลการวิเคราะห์จะต่างกัน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ ต้องทำให้สมการบัญชีมีความสมดุลอยู่เสมอ

การบันทึกรายการบัญชี
บัญชีแยกประเภท(Account) หมายถึง ที่ซึ่งรวบรวมรายการค้าไว้เป็นหมวดหมู่ หรือประเภท
เดบิต (Debit) หมายถึง ช่องเงินทางซ้ายของบัญชีแยกประเภท ใช้ตัวย่อ Dr.
เครดิต(Credit) หมายถึง ช่องเงินทางขวาของบัญชีแยกประเภท ใช้ตัวย่อ Cr.

การบันทึกรายการในบัญชีแยกประเภท
ใช้หลักบัญชีคู่ และเป็นไปตามความสมดุลของสมการบัญชี (Equilibrium)
ด้านเดบิต - สินทรัพย์ที่มีอยู่เดิม,สินทรัพย์
- หนี้สินลด
- ทุนลด(ถอนใช้ส่วนตัว และค่าใช้จ่าย)
ด้านเครดิต - สินทรัพย์ลด
- หนี้สินที่มีอยู่เดิม , หนี้สินเพิ่ม
- ทุนที่มีอยู่เดิม , ทุนเพิ่ม (ลงทุนและรายได้)

การปรับปรุงรายการ(Adjusting Entries)
ความสำคัญที่ถือเป็นหลักในการพิจารณารายได้ และค่าใช้จ่ายที่ถือว่าเป็นของงวดบัญชีปัจจุบัน อยู่ที่ว่าบริการหรือประโยชน์นั้นๆ ได้เกิดขึ้นแล้วในระหว่างงวดบัญชี ดังนั้นเมื่อสิ้นงวดบัญชี ก่อนที่จะคำนวณผลของการดำเนินการ กิจการจำเป็นต้องปรับปรุงรายได้และค่าใช้จ่ายให้มียอดเป็นของงวดบัญชีนั้นเสียก่อน การปฏิบัติ เช่นนี้ถือว่าเป็นการคำนวณหาผลกำไรขาดทุน ภายใต้เกณฑ์เงินค้าง (Accrual Basis)
รายการปรับปรุง เมื่อสิ้นงวดบัญชีอาจจำแนกได้ 7 ประเภท คือ
1. ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า (Prepaid Expenses)
2. รายได้รับล่วงหน้า(Deferred Incomes)
3. ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย(Accrued Expenses)
4. รายได้ค้างรับ(Accrued Incomes)
5. หนี้สงสัยจะสูญ (Allowance for bad debts)
6. ค่าเสื่อมราคา (Depreciation)
7. วัสดุสิ้นเปลืองใช้ไป

Popular Posts