MBA

We constantly research and disseminate knowledge to prepare graduate students to be leaders at the community, national and international levels.

Facebook is a social utility that connects people with friends and others who work, study and live around them. People use Facebook to keep up with friends

Custom Search

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

รายจ่ายประจำของการใช้รถยนต์

รายจ่ายประจำหรือต้นทุนคงที่ในการใช้รถยนต์ หมายถึงรายจ่ายที่ท่านจะต้องจ่ายเสมอไม่ว่าท่านจะใช้รถยนต์เป็นเวลานานเท่าใด จำนวนไมล์สูงเพียงใดหรือมีรายจ่ายเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุกี่ครั้ง เพราะรายจ่ายประจำของรถยนต์ที่สำคัญก็คือรายจ่ายค่าเสื่อมราคารถยนต์ รายจ่ายค่าประกันอุบัติเหตุ รายจ่ายค่าผ่อนชำระและดอกเบี้ยเงินกู้ในการซื้อรถยนต์แบบผ่อนชำระ รวมถึงรายจ่ายในการทำใบขับขี่และการต่อทะเบียนรถยนต์ประจำปีด้วย

รายจ่ายแปรได้ของการใช้รถยนต์

ค่าใช้จ่ายแปรได้ของการใช้รถยนต์ หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากการใช้รถยนต์หรืออาจเรียกว่าใช้จ่ายในการดำเนินงานก็ได้ ซึ่งรายจ่ายแปรได้ที่สำคัญของการใช้รถยนต์สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 หมวด คือ

1. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ในการที่จะทำให้รถนั้นสามารถใช้งานได้ ซึ่งได้แก่ รายจ่ายค่าน้ำมันเบนซิน น้ำมันเครื่อง และค่าบำรุงรักษา
2. ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษารถยนต์เพื่อให้รถยนต์อยู่ในสภาพที่ใช้การได้เสมอ

1.รายจ่ายค่าน้ำมันเบนซิน
ในปัจจุบันรถยนต์สามารถใช้น้ำมันดีเซล และแก๊สแทนได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านมีรถที่มีประสิทธิภาพปนการประหยัดน้ำมันแล้ว ท่านจะมีรายจ่ายรายการนี้ลดลงเป็นอย่างมาก และรถยนต์ใหม่มักจะมีประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันได้ดีกว่ารถยนต์เก่า
ผู้บริโภคที่ฉลาดมักไม่ใช้วิธีซื้อรถคันใหม่ เพียงเพื่อหวังที่จะมีการประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นเท่านั้น แต่เขาควรจะมีวิธีการใช้รถเก่าให้มีประสิทธิภาพ จะเป็นการกระทำที่ถูกต้องมากกว่า ซึ่งวิธีการใช้รถยนต์ที่จะทำให้เกิด การประหยัดน้ำมันมากขึ้น มีดังนี้

1. ควรขับรถช้าๆ ในอัตราที่คงที่ คืออยู่ในระดับความเร็วประมาณ 50 ไมล์ต่อชั่วโมง จะเป็นอัตราที่ทำให้ท่านประหยัดน้ำมันได้มากที่สุด นอกจากนั้นท่านไม่ควรติดเครื่องรถยนต์ หรือมีการเปลี่ยนแปลงความเร็วของรถอย่างรวดเร็วเพราะการขับรถด้วยความเร็วสูงจะเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันมาก ทั้งยังทำให้รถสึกหรอเร็วขึ้นด้วย
2.ไม่ควรขับรถช้าต่ำกว่าอัตรา 50 ไมล์ต่อชั่งโมง เพราะการขับรถในอัตราความเร็วที่ต่ำ
กว่าอัตราดังกล่าวแทนที่จะทำให้ท่านประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น
3.เติมลมยางรถยนต์ของท่านให้สูงกว่าระดับที่กำหนดไว้ในคู่มือรถยนต์ เพราะการมียาง
รถยนต์ที่แข็งจะช่วยให้ท่านประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น
4.ละเว้นการใช้เครื่องปรับอากาศในขณะที่ท่านขับรถในอัตราความเร็วต่ำ เพราะจะทำให้ทานประหยัดเชื้อเพลิงลงได้ ถึงประมาณร้อยละ 10-20 ทีเดียว แต่ในทางตรงข้ามที่ท่านกำลังขับด้วยความเร็วสูงการใช้เครื่องปรับอากาศจะทำให้ท่านสิ้นเปลืองน้ำมันน้อยกว่าการงดใช้เครื่องปรับอากาศ และทำการเปิดหน้าต่างรถยนต์แทน
5.ในฤดูหนาวที่มีอากาศหนาวเย็น ท่านจะสามารถเติมน้ำมันได้ในจำนวนที่มากกว่าการเติมน้ำมันในฤดูร้อนที่มีอากาศร้อย เนื่องจากน้ำมันมีการขยายตัวและเต็มถังได้เร็วกว่าการเติมน้ำมันในฤดูหนาว ซึ่งหมายความว่าฤดูกาลมีส่วนที่จะทำให้ท่านสามารถประหยัดน้ำมันได้เช่นกัน
6.ไม่บรรทุกของสัมภาระที่หนักเกินไป เพราะจะทำให้รถมีน้ำหนักมาก และต้องใช้กำลังในการเคลื่อนสูงจึงมีการสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าที่ควร

2. รายจ่ายซื้อยางรถยนต์
โดยปกติโดยทั่วไปแล้วเจ้าของรถยนต์ควรมีการเปลี่ยนยางรถยนต์ เมื่อท่านได้ใช้รถยนต์ไปเป็นระยะทางประมาณ 40,000 ไมล์ หรือเป็นระยะเวลาประมาณ 4 ปี โดยเฉลี่ย ถ้ายางรถยนต์ของท่านเป็นยางคุณภาพดี แต่ถ้าท่านใช้ยางรถยนต์คุณภาพด้อยแล้ว อายุการใช้งานของยางรถยนต์ก็ใช้ได้เพียงจำนวนระยะทาง 15,000 – 25,000 ไมล์เท่านั้น ดังนั้นในระยะเวลา 4 ปี ที่ท่านต้องเปลี่ยนยางรถยนต์ แต่จะเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใดย่อมขึ้นอยู่กับชนิดของยางรถยนต์ที่ท่านเลือกใช้ด้วย
การใช้ยางรถยนต์ที่ดี จะช่วยให้ท่านสามารถประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นประมาณร้อยละ3-5 ดังนั้นการเลือกใช้ยางรถยนต์ที่ดีจะช่วยให้ท่านมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้ ท่านจึงควรซื้อยางรถยนต์จากร้านค้าที่ท่านคุ้นเคย โดยเฉพาะถ้าเป็นการเลือกซื้อจากผู้ขายที่มีชื่อเสียงด้วยจะช่วยให้ท่านมั่นได้ว่าท่านจะได้ยางรถยนต์ตามที่ต้องการ ในการเลือกซื้อยางรถยนต์ท่านควรมีข้อพิจารณา
1. ไม่ควรเลือกซื้อยางรถยนต์ที่มีขนาดเล็กกว่ายางรถยนต์เดิม ที่มีมากับรถยนต์ในการซื้อครั้งแรก
2. ใช้ยางรถยนต์ชนิดเดียวกับยางรถยนต์ที่ติดมากับรถครั้งแรก ถ้าท่านไม่มีความนำเป็นจะต้องเปลี่ยนชนิดของยางเพื่อวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่งโดยเฉพาะ เช่น เพื่อการให้เช่ารถ
3. ควรใช้ยางรถยนต์ประเภทเดียวกันทั้ง 4 ล้อ อย่าใช้ยางรถยนต์หลายๆ ประเภทในรถคันเดียวกัน เช่น บางล้อเป็นยางรถยนต์แบบ Radian หรือบางล้อเป็นแบบ Belted bias ply และถ้าท่านมีงบประมาณเพียงพอท่านควรใช้ยางแบบ Radian ทุกล้อจะช่วยให้ท่านประหยัดรายจ่ายในการซื้อยางยนต์ใหม่ได้มากขึ้น
4. ในการขับรถโดยใช้ยางรถยนต์ใหม่นั้น สำหรับระยะทาง 50 ไมล์แรก ท่านควรขับด้วยความเร็วไม่เกินอัตรา 55 ไมล์ต่อชั่วโมง เพื่อปรับให้ยางเริ่มใช้งานได้เข้าที่กับรถยนต์ และควรตรวจสอบและเติมลมยางรถยนต์โดยไม่ให้ยางแฟบได้ เพื่อเป็นการยืดอายุยางรถยนต์ให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น
3. รายจ่ายค่าบำรุงรักษารถยนต์
ถ้ารถยนต์ของท่านมีอายุการใช้งานมานานแล้ว หรือเป็นรถยนต์รุ่นเก่า ย่อมมีความต้องการที่จะได้รักการดูแลรักษาเพิ่มขึ้น ในขณะที่รถยนต์ใหม่อาจอยู่ในความคุ้มครองของบริษัทรับประหัน สำหรับรายการค่าซ่อมแซมที่ท่านจำเป็นต้องดูแลส่วนใหญ่มักเป็นการตั้งเบรคใหม่ การเปลี่ยนท่อน้ำใหม่ การเปลี่ยนโช้คอัพ เป็นต้น

การวางแผนการเงินเพื่อยานพาหนะ

ปัจจุบันพาหนะเพื่อการเดินทางเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของบุคคลเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็น ในธุรกิจการงาน การจับจ่ายซื้อของการพักผ่อนทัศนาจร ตลอดจนการติดต่อการค้าในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ยานพาหนะที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุคคลมีหลายรูปแบบตั้งแต่ รถจักรยาน รถประจำทาง รถยนต์ส่วนตัวและพาหนะเครื่องบิน อย่างไรก็ตามชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ ซึ่งต้องทำงานและสิ่งที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ รถยนต์ ดังนั้นในบทนี้พูดถึงเฉพาะเรื่องของรถยนต์ โดยจะกล่าวถึงความจำเป็นของบุคคลในการลงทุนซื้อรถ คุณสมบัติของรถยนต์ที่จะสามารถสนองความต้องการได้อย่างดี การวิเคราะห์ความจำเป็นและเหมาะสมในการซื้อรถยนต์ ควรซื้อรถยนต์ใหม่หรือรถเก่าดี และควรมีการเจรจาต่อรองอย่างไรจึงจะได้รถยนต์ที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสมที่สุด
ความหมายของการวางแผนทางการเงิน

การวางแผนทางการเงิน คือ การกำหนดการใช้จ่ายเงินในกิจการต่างๆ ให้สอดคล้องกับโครงการและแผนงานที่จัดทำขึ้น นอกจากการใช้จ่ายเงินในกิจการต่างๆ แผนการเงินยังระบุถึงแหล่งที่มาของเงินและการใช้จ่ายเงินในกิจกรรมต่างๆ ของโครงการและแผนงานว่าใช้จ่ายไปอย่างไรบ้าง สำหรับในการศึกษาครั้งนี้จะเป็นการวางแผนทางการเพื่อยานพาหนะ
ความหมายของยานพาหนะ
ยานพาหนะ : ตามความหมายในพจนานุกรมไทย ฉบับมหาวิทยาลัย หน้า 533 ระบุไว้ว่า
“ยานพาหนะ คือ เครื่องนำไป เครื่องขับขี่ต้องเป็นสิ่งที่มีเครื่องยนต์”
การวางแผนทางการเงินเพื่อยานพาหนะ
เงิน เป็นทรัพย์สิน (Asset) ที่ชัดเจนที่สุดของมนุษย์ทุกวันนี้ เพราะเงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสามารถแปรเป็นอย่างอื่นได้ทันทีที่ต้องการ เงินจึงมีอำนาจในการซื้อ และอำนวยความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตมาก หากขาดเงินก็จะลำบากในความเป็นอยู่มาก คนที่มีทรัพย์สินอย่างอื่นมากมาย แต่ขาดเงินก็จะขัดสน อดอยาก ฝืดเคือง ความเป็นอยู่ยาก หากมีเงินไม่มีสินทรัพย์อื่นเลยก็มีความเสี่ยงมาก เพราะเงินมีความแปรปรวนมากตามปัจจัยอื่นๆ มากมายและแปรเป็นอย่างอื่นได้ง่ายจึงสามารถหมดเร็วตามอำนาจความอยาก ที่จะซื้อหาปัจจัย 4 มาดำรงชีพเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตนเอง ปัจจุบันยานพาหนะเป็นปัจจัยที่ 5 รองจาก อาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เพราะยานพาหนะเข้ามามีบทบาทในการดำรงชีพของมนุษย์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุระกิจการงาน การจับจ่ายซื้อของ การทัศนาจร ล้วนจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะทั้งสิ้น และเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ยานพาหนะมีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นการที่จะซื้อยานพาหนะเป็นของตัวเอง หรือการที่จะเดินทางด้วยยานพาหนะชนิดใดนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนทางการเงินเพื่อให้สามารถใช้จ่ายเกี่ยวกับยานพาหนะได้อย่างเพียงพอและเหมาะสม ซึ่งการวางแผนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพนั้น ควรมีขั้นตอนดังนี้
1. การวางแผนทางการเงิน (Strategic Formulation)
2. การนำแผนไปปฏิบัติ (Implementation)
3. การติดตาม / ประเมินผล (Evaluation Control)
ลักษณะของยานพาหนะ
ลักษณะทางยานพาหนะที่มีใช้กันอย่าแพร่หลายในการเดินทางคือ
1. รถยนต์
2. รถจักยานยนต์
3. รถโดยสารประจำทาง
โดยในการศึกษาครั้งนี้จะนำลักษณะของยานพาหนะ คือ รถยนต์ และรถโดยสารประจำทางมาทำการศึกษาถึงการวางแผนทางการเงินเท่านั้น เนื่องจากรถจักรยานยนต์นั้น มีการวางแผนที่คล้ายคลึงกับรถยนต์จึงไม่นำมาศึกษา
จุดประสงค์ของการมียานพาหนะ
1. ต้องการลดเวลาในการในทางโดยเฉพาะเวลารีบเร่ง
2. ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง
3. เพื่อความรวดเร็วในการเดินทาง
4. ต้องการประหยัดและลดค่าใช้จ่ายบางส่วน
5. เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง
6. เพื่อให้ได้ประโยชน์ในทางธุรกิจ



ความจำเป็นในการใช้รถยนต์
ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจกับเงินงบประมาณไว้เพื่อใช้จ่ายในการซื้อหรือผ่อนชำระรถยนต์ รวมถึงรายจ่ายค่าประกันอุบัติเหตุนั้น ท่านควรถามตัวเองให้แน่ใจเสียก่อนว่า ท่านมีความจำเป็นในการใช้รถยนต์และพร้อมที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์จริงๆ แล้วหรือยัง เพราะถ้าท่านมีความจำเป็นในการใช้รถยนต์เพียงครั้งคราว เช่น เพื่อการเดินทางไปพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือเพื่อทำกิจธุระใดโดยเฉพาะนานๆ ครั้ง ท่านอาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินลงทุนเพื่อซื้อรถยนต์เป็นจำนวนมากเช่นนั้น แต่สำหรับสภาพแวดล้อมหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง อย่างในประเทศไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตกรุงเทพมหานครดูจะมีแนวโน้มให้ประชาชนในเมืองหลวงมีความจำเป็นจะต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวกันมากขึ้นด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ
1.การสาธารณูปโภคในด้านการขนส่งมวลชนของเมืองหลวงยังมีการบริการที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน การจราจรติดขัด เกิดความล่าช้า และไม่สะดวกในภาวะรีบเร่งในช่วงเวลาเช้าและเย็น จึงทำให้การใช้รถยนต์ส่านบุคคลมีความจำเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคนจะมีความสะดวกในการเดินทางได้มากกว่า
2.การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในปัจจุบันเป็นการใช้เพื่อจุดประสงค์ในทางธุรกิจมากกว่าจะเป็นการสร้างค่านิยมและความภูมิฐานเช่นในสมัยก่อน เนื่องจากแต่ละครอบครัวย่อมมีความจำเป็นในการเดินทางไปในที่ต่างๆ กันได้หลายแห่ง
3.การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อความสะดวกสบาย นอกจากนั้นท่านยังสามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้แน่นอนกว่าการใช้บริการของรถประจำทางที่มีจดหมายเป็นเพียงป้ายรถประจำทางริมถนน และท่านยังต้องใช้เวลาเดินทางด้วยตนเองจนกว่าจะถึงที่หมายอีกด้วย


ที่มาของรายได้ที่จะใช้จ่ายเพื่อยานพาหนะ
รายจ่ายเพื่อยานพาหนะมีหลายอย่างเช่น รายจ่ายค่าน้ำมันรถ, รายจ่ายค่าจดทะเบียนรถ,ค่าภาษีรถ, ค่าบำรุงซ่อมแซมต่างๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้แม้จะดูไม่มากหนักแต่ถ้าเราต้องจ่ายบ่อยๆ ทุกๆ เดือน ถ้ารวมเป็นปีค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็มีมูลค่าสูงเช่นกัน ซึ่งแหล่งที่มาของรายได้ที่จะใช้จ่ายตรงส่วนนี้อาจได้แก่
1. เงินเดือน คือ เงินที่ได้รับทุกๆ เดือนหรือเรียกว่าเงินประจำ อาจได้มาจาก ภาครัฐบาลหรือภาคเอกชน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าบุคคลเหล่านั้นทำงานอะไร และได้เงินเดือนมากน้อยเพียงไร ซึ่งเงินตรงส่วนนี้อาจจะจัดแบ่งเป็นส่วน เช่น
ส่วนที่ 1 เก็บไว้สำหรับค่าน้ำ, ค่าไฟ
ส่วนที่ 2 เก็บไว้เป็นค่าอาหาร
ส่วนที่ 3 เก็บไว้เป็นเงินใช้ส่วนตัว
ส่วนที่ 4 เก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ
ส่วนที่ 5 เก็บไว้เป็นเงินออม
ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ว่าแต่ละบุคคลจะจัดสรรเงินอย่างไร
2. เงินออม คือ เงินที่เก็บสะสมเอาไว้ อาจจะเก็บไว้นานแล้ว หรือ นำเงินมาเพิ่มอีก อาจจะเก็บไว้ที่ธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยก็ได้
3. หนี้สินหรือเงินกู้ยืมต่างๆ คือ เงินที่บุคคลเป็นเจ้าของรถ กู้ยืมมาเพื่อใช้จ่ายเกี่ยวกับยานพาหนะอาจเป็นเงินที่กู้ยืมมาจากธนาคาร หรือ เจ้าหนี้ต่างๆ ซึ่งตรงนี้จะต้องเสียดอกเบี้ยตามแต่เจ้าหนี้จะกำหนด หรืออาจเป็นเงินที่กู้ยืมมาจากญาติพี่น้อง ซึ่งอาจจะเสียดอกเบี้ยน้อยหรืออาจจะไม่เสียเลยก็ได้

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

ฐานเงินU (Monetary Base)

ฐานเงินU (Monetary Base)ประกอบด้วยธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่หมุนเวียนอยู่ในมือประชาชน และในมือธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งเงินฝาก
สถาบันการเงินที่ฝากไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ฐานเงินจะสามารถสร้างปริมาณเงินหมุนเวียนได้
จำนวนกี่เท่าขึ้นกับขนาดของตัวทวีฐานเงิน ในปัจจุบันฐานเงินเพิ่มขึ้น 1 บาท สามารถสร้างปริมาณเงิน M1 ได้ประมาณ 0.9
เท่า สร้างปริมาณเงิน M2 ได้ประมาณ 10 เท่า ปริมาณเงิน M2a ได้ 11 เท่า และปริมาณเงิน M3 ได้ประมาณ 12 เท่าทุนสำรองเงินตราU (Currency reserves)
คือ สินทรัพย์ที่ใช้หนุนหลังธนบัตรออกใช้ ซึ่งจะต้องมีมูลค่าเท่ากับธนบัตรออกใช้ 100 % ตามหลักการที่ว่า มูลค่าของธน
ออกใช้จะต้องเท่ากับมูลค่าของ สินทรัพย์ทุนสำรองเงินตรา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า ธนบัตรได้รับการประกันรา
ค่าตามที่ระบุไว้บนหน้าธนบัตรนั้น สินทรัพย์ที่ประกอบขึ้นเป็นทุนสำรองเงินตรา ได้แก่
1.ทองคำ
2. เงินตราต่างประเทศอันเป็นเงินตราที่พึงเปลี่ยนได้ หรือเงินตราต่างประเทศอื่นใดที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ทั้งนี้ ต้องเป็นรูป
ในธนาคารนอกราชอาณาจักรหรือในสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
3.หลักทรัพย์ต่างประเทศที่จะมีการชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศที่ระบุไว้ใน (2)
4. ทองคำ สินทรัพย์ต่างประเทศ และสิทธิพิเศษถอนเงิน ทั้งนี้ที่นำส่งสมทบกองทุนการเงิน
5.ใบสำคัญสิทธิซื้อส่วนสำรอง
6. ใบสำคัญสิทธิพิเศษถอนเงิน
7. หลักทรัพย์รัฐบาลไทยที่จะมีการชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศที่ระบุไว้ในข้อ 2 หรือเป็นบาท
8. ตั๋วเงินในประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพึงซื้อหรือรับช่วงซื้อลดได้ แต่ต้องมีค่ารวมกันไม่เกินร้อยละยี่สิบของจำนวนธนบ
ใช้
สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ตามนิยามใหม่
หมายถึง เงินให้สินเชื่อจัดชั้นต่ำกว่ามาตราฐาน สงสัย สงสัยจะสูญ และสูญ ตามหลักเกณฑ์การจัดชั้นในประกาศ
ธนาคารแห่ง ประเทศไทยเรื่อง สินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ และสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้
ของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 หรือที่จะแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงลูกหนี้จัดชั้นสงสัยจะสูญที่ธนาคารพาณิชย์
กันสำรองครบร้อยละ 100 และตัดออกจากบัญชีแล้วแต่ยังไม่ได้บันทึกกลับเข้ามาในบัญชี
Uอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานU (Bank Rate)
เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางเรียกเก็บจากสถาบันการเงินที่ให้กู้ยืมในวงเงินที่กำหนดจากฐานเงินฝากของสถาบัน
การเงินแต่ละแห่ง โดยการให้กู้ยืมนี้ถือว่าเป็นแหล่งกู้ยืมแหล่งสุดท้าย (lender of last resort) เมื่อมีความจำเป็นภายใน
ระยะเวลาสั้นๆอย่างมากไม่เกิน 7 วัน ทั้งนี้ เพื่อรองรับความผันผวนของความต้องการใช้เงินในตลาดเงินเป็นสำคัญ หรือ จาก
การเบิกถอนเงินฝากของประชาชนในภาวะผิดปกติโดยจะ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการชำระเงิน เป็นต้น
หลักประกันที่ใช้ในการกู้ยืมเงินนี้ส่วนมากจะเป็นหลักทรัพย์รัฐบาล อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงหรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
อัตราดอกเบี้ยมาตรฐานในแต่ละครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศยกเลิกอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2544 และให้ใช้อัตรา
ดอกเบี้ยหน้าต่างสภาพคล่องสิ้นวัน หรือ End-of day Liquidity Rate แทน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม
2544 เป็นต้นไป
อนึ่งอัคราดอกเบี้ยหน้าต่างสภาพคล่องสิ้นวันนี้ เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้เท่ากับ อัตรา
ดอกเบี้ยนโยบาย (อัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืน 14 วัน) บวก ส่วนต่างร้อยละ 1.5 (Margin)

Popular Posts